ผมเขียนประเด็นเหล่านี้ลงในการบ้านหลายชิ้น รวมถึง dissertation ด้วย คิดว่าตอนนี้ตัวเองยังไม่ breakthrough นักแต่ก็เอามารวบรวมลงบล็อกไว้ก่อนเท่าที่มีในหัว เพื่อเป็นฐานการพัฒนาความคิดต่อไป
ผมเป็นนักเรียนสาขา Informatics/Information Science ฟังดูคอมพิวเตอร์มากๆ แต่เอาจริงแล้ว สาขานี้กลับแยกตัวมาจากวิชาห้องสมุด Librarianship Science ต่างหาก เหตุผลก็เพราะว่ามันเป็นการ “จัดการ” หรือ “จัดระเบียบ” ข้อมูลเหมือนกัน (ในทางแนวคิดเหมือนกัน แต่ทางปฏิบัติก็ต่างกันไป)
ส่วนเหตุผลที่ Informatics/Information Studies บูมขึ้นมา ก็เป็นเพราะเทคโนโลยีด้านที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้จู่ๆ เราก็พลัดหลงเข้ามาในยุค Information Overload และต้องหาวิธีมาจัดการกับมัน
เทคโนโลยีแก่นที่สำคัญมากๆ ขาดไม่ได้เลยจริงๆ ผมลองนั่งนึกดูแล้วมี 3 ชิ้น
Digitization
การแปลงข้อมูลให้เป็นดิจิทัล (เช่น ใช้แผ่นซีดีแทนเทปคาสเซ็ต การสแกนหนังสือ การใช้ Word พิมพ์เอกสารแทนพิมพ์ดีด) ความสำคัญของมันมี 2 ประการ
Internet
เป็นเรื่องของการกระจายข้อมูล (dissemination) เทียบง่ายๆ ว่าเหมือนระบบลอจิสติกของสินค้า จุดเด่นของอินเทอร์เน็ตเหนือระบบลอจิสติกปกติได้แก่
พอเอาทั้งสามอันนี้มารวมกัน ก็เรียกได้ว่าปิดจุดอ่อน
Information Retrieval
ปัจจัยสองอันแรกทำให้เกิดการผลิตและแจกจ่ายข้อมูลสารสนเทศจำนวนมหาศาล แต่ว่าก่อนยุค Google นั้น อัตราการใช้ประโยชน์ (utilization) ของสารสนเทศมีต่ำมาก เนื่องจากผู้ใช้ไม่สามารถค้นพบสิ่งที่ตัวเองต้องการได้สะดวกนัก พอ Google สามารถประดิษฐ์ระบบค้นหาข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ (PageRank) และประสิทธิผล (นำ cluster มาใช้) อัตราการนำข้อมูลไปใช้จึงโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด การนำข้อมูลไปใช้นี้นอกจากจะเป็นการบริโภค (consume เช่น อ่านเว็บ ดูหนัง) แล้ว ยังรวมถึงการนำข้อมูลไปต่อยอด ผลิตเป็นเนื้อหาใหม่ และแจกจ่ายคืนกลับอีกด้วย (อย่างที่เราคุ้นกันในสมัยนี้ว่า mashup เป็นต้น)
หมายเหตุ: เคยเขียนบล็อกเกี่ยวกับ Information Retrieval ไว้บ้าง
โดยสรุป โลกสารสนเทศได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ที่นำมาแทนกระบวนการต่างๆ ของวัฎจักรของผลิตภัณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์แล้ว
ทางเศรษฐกิจ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจ (เช่น รูปแบบหรือข้อกำหนดในอุตสาหกรรมชนิดใดชนิดหนึ่ง) โดนบีบให้เปลี่ยนไป เพราะว่า cost หรือ price/performance ของอุตสาหกรรมทดแทนแบบดิจิทัลนั้นดีกว่ามาก (ถือเป็นการบีบด้วยปัจจัยตลาดหรือราคา)
ตัวอย่าง
พอโครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยน กำไรหายไป และการกุมสภาพ/การผูกขาดเดิม (ด้วยกฎเกณฎ์ทางอุตสาหกรรมและตลาด) ถูกทำลาย เราจึงเห็นความพยายามของผู้เล่นรายเดิม ในการควบคุม (regulate) เพื่อให้สภาพอำนาจเดิมของตัวเองยังคงอยู่ต่อไปได้ (เช่น RIAA/MPAA หรือรัฐบาลที่พยายามเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสื่อที่ตัวเองคุมไม่ได้เหมือนทีวี)
ส่วนวิธีการควบคุมเปลี่ยนไปอย่างไร คงไม่ลงรายละเอียด ทฤษฎีที่ผมว่าโอเค และผมใช้อ้างอิงใน dissertation คือ Framework of Regulation ของ Lessig (เคยเขียนไปแล้ว) ใจความสำคัญคือเปลี่ยนจากการควบคุมโดยปัจจัยตลาด เป็นวิธีอื่นๆ (เช่น กฎหมาย สัญญา วิธีทางเทคนิค)
ทางสังคม
เรื่องนี้ผมยังไม่ได้ศึกษาลงลึกมากนัก แต่พื้นฐานมีอยู่ว่า เมื่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยน วิถีชีวิตก็เปลี่ยน และกรอบด้านสังคม (เช่น วัฒนธรรม ความเชื่อ) จะเปลี่ยนตามไปด้วย
สมัยนี้เราคงไม่ได้ยินคนโทรไปขอเพลงกับดีเจ แล้วบอกว่า “พี่อย่าพูดนะคะ เดี๋ยวหนูจะอัดเพลงนี้” คงมีแต่ “เฮ้ย มึงช่วย seed มาให้กูหน่อยซิ” แทนแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมแบบนี้ เป็นอะไรที่ผมจะต้องคอยศึกษาต่อไป
หมายเหตุ: ตัวอย่างอื่นๆ เช่น
มีหนังสือหลายเล่มที่พูดถึงเรื่องนี้ในแง่มุมต่างๆ และเคยเขียนไปบ้างแล้ว
โลกเปลี่ยนแปลงเร็วจริงๆครับ ผมมักเกิดอาการสำลักเทคโนโลยีอยู่บ่อยๆ
หวังว่าเด็กรุ่นหลังๆ คงจะชินและใช้ประโยชน์ได้ดีกว่ายุคนี้
@kohsija
หวังว่าเด็กรุ่นหลังๆ คงจะชินและใช้ประโยชน์ได้ดีกว่ายุคนี้
ไม่พอหรอกครับ คนรุ่นปัจจุบันก็ต้องปรับตัวตามให้ทันด้วย ไม่อย่างนั้นจะเกิดช่องว่าง ที่ยิ่งกว้างกว่ารุ่นก่อนกับรุ่นปัจจุบันอีก แล้วปัญหาด้านสังคมอื่น ๆ ก็จะตามมา
ผมเห็นด้วยครับว่าคนในยุคปัจจุบันต้องปรับตัวให้ทัน
ผมเองได้จับคอมพิวเตอร์ครั้งแรกตอนอายุ 20 แล้ว แต่เด็กประถมปัจจุบัน เล่นเกมคอมพิวเตอร์ตามร้านกันเป็นปกติ (จึงเกิดศัพท์ "เกรียน" ครับ)
ความรู้ทางด้านคอมพิเตอร์ของผมพัฒนาขึ้นมาได้ก็จากอินเตอร์เน็ตนี่ล่ะครับ
หากเราใช้ให้เกิดประโยชน์ มันก็มีคุณค่ามหาศาลครับ