ตอนนี้เป็นซีรีย์ต่อของ คนชั้นกลาง โดยจะพยายามตอบคำถามของคุณ @chanwit จากเอนทรี The Main Problem of Thailand
บทความตอนที่สองของนิธิเพิ่งลงพิมพ์วันนี้พอดี การปรับระบบการเมือง (2) ผมแนะนำให้ตามไปอ่านบทความของนิธิทั้งสองตอนก่อน เพราะผมจะตอบโดยการอ้างนิธิ
ถ้าอ่านจบแล้วก็เริ่มเลย
ถ้าใช้วิธีการแบ่งชนชั้นแบบของนิธิ เราจะได้ประมาณนี้ (การแบ่งของผมไม่ตรงเป๊ะทีเดียวกับของนิธิ)
บทความของนิธิอธิบายลักษณะการสนับสนุนขั้วทางการเมืองของคนชนชั้นต่างๆ ส่วนผมจะพยายามอธิบายเรื่องความเชื่อและวิถีชีวิตของคนที่แบ่งชั้นด้วยวิธีเดียวกัน ที่ต้องบอกว่า “พยายาม” ก็เพราะมันไม่มีทฤษฎีใดๆ มาสนับสนุนเลย มาจากการสังเกตของผมเองล้วนๆ
พูดเป็นภาษาวิจัยคือ inductive แล้วเสือกยังขี้เกียจทำ literature review อีก
เอาแบบรวบรัด สาเหตุของอาการ “เชื่อคนง่าย” ของชนชั้นกลาง (ไม่ว่าจะเป็นเชื่อ ASTV, ธรรมกาย, ฟอร์เวิร์ดเมล หรือแอมเวย์) มาจากตัว “ชนชั้น” กลางเองยังเป็นชนชั้นที่ใหม่มากๆ และไม่มีชุดความเชื่อหรือวิธีคิดของตัวเอง
จะเห็นว่าคนชั้นกลางระดับกลาง (ซึ่งหมายถึงพวกเราๆ) จะอยู่ระหว่างคนชั้นกลางระดับล่างกับนายทุน คือชีวิตเลยจุดต้องปากกัดตีนถีบมาแล้ว กินอิ่มนอนหลับ มีเงินติดเคเบิลทีวี ติดอินเทอร์เน็ต ซื้อคอมให้ลูกใช้ ซื้อมือถือใช้ มีความมั่งคั่งในระดับที่ใช้จ่ายเพื่อความสุขได้ เช่น ดูหนังทุกเสาร์อาทิตย์ กินโออิชิเดือนละครั้ง แต่ก็ยังไม่รวยถึงขนาดนายทุน
ชีวิตที่ไม่ต้องปากกัดตีนถีบอย่างคนชั้นกลางระดับล่าง ทำให้คนชั้นกลางระดับกลาง มี “เวลา” มากขึ้น เอาไปใช้เสพสุขได้ประมาณหนึ่ง แต่ว่ายังไม่สามารถเสพสุข “อะไรก็ได้” เหมือนชนชั้นนายทุน เช่น คิดอยากกินเป็ดย่างโฟร์ซีซั่นขึ้นมา ก็ไม่สามารถไปได้ทันที
ชนชั้นนายทุนมีเวลามากขึ้นเช่นกัน แต่ด้วยปัจจัยเอื้อเรื่องฐานะ ทำให้มีโอกาสใช้เวลาส่วนนี้ได้มากตามไปด้วย เช่น ไปเล่นเรือยอร์ช เปิดร้านถ่ายรูปกลางสยามแบบเสี่ยโอ๊ค หรือแม้กระทั่งไปลงทุนต่อ (เพราะมีหัวด้านการค้าและทุนเดิมพร้อมอยู่แล้ว)
กลับมาที่คนชั้นกลางระดับกลาง ถึงจะมีเวลาว่างใช้เสพสุข แต่ชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการความสุขฉาบฉวย (อาหารอร่อย หนังสนุก เพลงเพราะ สาวสวย) เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องการความสุขขั้นกว่า (ถ้าเอาตาม Maslow ที่เคยเรียนสมัยปี 1 ก็ขั้น 4-5) เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ อุทิศตน เสียสละ ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง (ไม่ว่าในแง่มุมไหน) ฯลฯ
เรื่องมุมมองเรื่องการบำเพ็ญประโยชน์หรือการบริจาคของชนชั้นกลาง ลิ่วเคยเขียนไว้แล้วใน We’re just “pity” ซึ่งคงอธิบายได้ดีกว่าผม
ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นการบูมของชุดความเชื่อระดับนี้ จำนวนมากแบบในหมู่คนชั้นกลางระดับกลาง เช่น
ชนชั้นล่าง (ไพร่) นายทุน (กระฎุมพี) และอภิชน (เจ้าและอำมาตย์) เกิดขึ้นมานานแล้วในประวัติศาสตร์ ชนชั้นนายทุนอาจเกิดมาทีหลังหน่อย (ถ้าเป็นเมืองไทยน่าจะสัก ร.2-3 ได้มั้ง) แต่ว่าก็นานพอที่จะมีลักษณะเฉพาะของตัวเองแล้ว
แต่การที่ชนชั้นกลางยังไม่มีแนวทางของตัวเองมากนัก (จริงๆ ผมเชื่อว่ามีอยู่จำนวนหนึ่ง เพียงแต่คืออะไรยังหาไม่เจอนัก ตอนนี้เจออันเดียวคือ สฤษฎก) ทำให้เกิดอาการเบื่อง่ายหน่ายเร็ว ลองผิดลองถูกกันไปเรื่อยๆ ตอนนี้เราจะเห็นว่ากระแสสมานฉันท์กับ wristband เริ่มจางไปแล้ว แต่ความเชื่อลักษณะเดียวกันสามารถกลับมาได้เสมอ ถ้ามีคนคิดรูปแบบที่สดใหม่กว่าขึ้นมาได้ (เช่น เสื้อเหลือง)
การที่คนชั้นกลางมีเวลา และต้องการ “ความสุขขั้นกว่า” ประกอบกับการไม่มีชุดความเชื่อของชนชั้นตัวเอง (ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานในการสะสม) เป็นคำอธิบายของผมต่อพฤติกรรมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของชนชั้นกลางระดับกลางครับ
ช่วยเชื่อมโยงให้เห็นอีกทีได้ไหมครับว่า
ต้องการ “ความสุขขั้นกว่า” ประกอบกับการไม่มีชุดความเชื่อของชนชั้นตัวเอง
นั้นจะไปก่อปัญหาบ้านเมืองในรูปแบบไหนได้บ้าง
และชุดความเชื่อที่พี่คิดว่าชนชั้นกลางควรจะมีคืออะไร
ก็ประมาณนั้นครับ รู้สึเหมือนคนเริ่มสบายตัวก็เริ่มหาเรื่องใส่ตัว อะไรทำนองนั้น
@eig ในภาพกว้างแล้ว ผมไม่คิดว่ามันเป็นปัญหานะครับ ผมบอกแค่ว่ามันเป็นสาเหตุของอาการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนอาจเป็นปัญหา หรือไม่เป็นก็ได้ คงแล้วแต่หัวข้อไป แถมแล้วแต่คนมองด้วย
ในรายละเอียดก็แบบที่เห็นทุกวันนี้ไงครับ ว่าการไม่ยึดหลักการใดหลักการหนึ่งแบบเหนียวแน่น เช่น ค่านิยมการไม่โกงกิน ทำให้เราเห็นการออกมาไล่ทักษิณแบบสุดยอด active แต่ตอนนี้ไม่มีใครพูดถึงสุริยะกับคดี CTX แล้ว
ส่วนชุดความเชื่อ ผมก็คงไม่บังอาจไปคิดแล้วป้อนใส่หัวใคร บล็อกอันนี้ผมแค่พยายามสรุป "สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว" จากการสังเกตของผม ออกมาเป็นทฤษฎีเท่านั้น (แค่นี้ก็ยากเต็มทนแล้ว)