Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
หลังจากเขียนข่าว RushmoreDrive เว็บค้นหาสำหรับคนผิวดำ ไป เลยนั่งคิดต่อทั้งวัน คอมเมนต์บางอันในข่าวมองว่า โอเวอร์ไป ซึ่งผมว่ามันก็เป็นคำวิจารณ์สมเหตุสมผล (ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย) แต่แน่ล่ะว่าเราไม่เคยโดนเหยียด
แต่จะเอาตรรกะนี้มาอนุมานว่า เมืองไทยไม่มีการเหยียด (ในเรื่องอื่นๆ) ก็อาจจะไม่ถูกนัก วันนี้เลยมานั่งคิดต่อว่า บ้านเราบ้านเขา มีประเด็นเรื่องเหยียดหรือ discrimination เหมือนหรือต่างกันตรงไหนบ้าง
เคยเขียนบล็อกเรื่อง Racism in Game (and Other) Industries รอบนี้คงเป็นการพัฒนาความคิดต่อในบางจุด จากการแยกแยะของผมเองแบบไม่เปิดตำรา ผมแบ่งการเหยียด (ซึ่งนิยามของมันเองก็ยังไม่แน่ชัดนัก) ออกเป็นประเภทได้ดังนี้
ส่วนเรื่องความเชื่อเฉพาะกลุ่มคงไม่ถือว่าเป็นการเหยียด แต่เป็นการโต้แย้ง (หรือคำพูดหรูๆ ว่า "เห็นต่าง") ทางความคิดเห็นมากกว่า
มาดูทีละอัน
ภาษาอังกฤษเรียก racism
ประเด็นหลักในลิงก์ข้างต้นทั้งสองอันคือเหยียดเชื้อชาติ ในโลกตะวันตกนี่ชัดเจนว่าเป็นเรื่อง คนขาว vs คนดำ (รวมไปถึง คนขาว vs อินเดียนแดง, อเมริกันขาว vs เม็กซิโก ฯลฯ) ผมไม่เคยอยู่ในอเมริกาเลยตอบไม่ได้ว่าสาเหตุเบื้องลึกมันเกิดจากอะไร ส่วนในอังกฤษนี้ที่มีข่าว ก็พวกเหยียดนักบอลผิวดำ (ถ้าไม่เคยเห็นลองเล่น Football Manager) โดยส่วนตัวอยู่ในสังคมนักเรียนต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ (นักเรียนมันมีแต่ต่างชาติอยู่แล้ว) เลยไม่เจอปัญหานี้มาก
ผมย้อนไปอ่านในบล็อกเก่า ตัวเองเขียนไว้ว่าเป็นเพราะ “เค้าหน้าตาไม่เหมือนเรา” ซึ่งดูจะแก้ยาก ไว้โลกอนาคตมีเทคโนโลยี micronise แบบ Zentradi ปรับคนให้ตัวสูงเท่ากัน สีผมเหมือนกันได้ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
เมืองไทยมีปัญหานี้ไหม? ปกติเราพูดกันว่าเมืองไทยไร้ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ซึ่งคงไม่จริง
เคสของเหนือกับจีนนี่น่าสนใจมากว่า ทำอย่างไรเราจึงรวมเผ่าได้ด้วยเวลาไม่นานนัก อย่างไรก็ตามมันยังมีร่องรอยเหลืออยู่บ้าง เช่น เราด่าสนธิ ลิ้มทองกุลว่า "ไอ้แป๊ะลิ้ม" หรือยังมีคนใส่เสื้อ "ลูกจีนกู้ชาติ" ไปขึ้นเวทีพันธมิตรอยู่
ประเด็นหลักคือเหยียดเพศหญิง ซึ่งทำให้เกิดขบวนการ faminist ในหลายประเทศ
ถ้าไม่นับเรื่องการละเมิดทางเพศ (sexual harrasment) กรณีใหญ่ๆ มักเป็นการกีดกันผู้หญิงไม่ให้ได้ตำแหน่งบริหารสูงๆ ผมเดาว่าที่มาแต่เดิมมาจากข้อจำกัดทางกายภาพ (เมนส์) และวัฒนธรรม (ผู้หญิงต้องเลี้ยงลูก จะมีเวลาประชุมได้ไง?) แต่พอชุดความคิดแบบนี้เริ่มเข้าที่เลยกลายเป็นแพกเกจสำเร็จรูปไป
จะว่าไปแล้วประเทศไทยกลับมีปัญหาเรื่องนี้น้อยมาก เทียบกับโลกตะวันตกยังดีกว่าเยอะ (ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าผู้ชายแบบ 1:1 ก็ตาม) เท่าที่ผมเจอมาโดยประสบการณ์ ค่านิยมเรื่องผู้หญิงเป็นผู้บริหารถือเป็นปกติ ให้ไล่ชื่อผู้บริหารหญิงคนดังๆ ในสังคมนี่ไล่ได้เป็นสิบ เรามีผู้หญิงเป็นรัฐมนตรี, รองประธานสภา, ปลัด กทม., อธิการบดีมหาวิทยาลัย ฯลฯ ส่วน Country Manager ของบริษัทคอมใหญ่ๆ ในเมืองไทยก็เป็นผู้หญิงทั้งนั้น เอาที่นึกออกมี IBM, Microsoft, Sun เป็นต้น
ประเทศที่มีปัญหาเรื่องนี้หนักๆ คงเป็นญี่ปุ่น (ผมไม่แน่ใจเรื่องจีนกับเกาหลี) ส่วนประเทศตะวันตกเอง ในบล็อกอันเก่าได้เขียนไว้ว่า ในแวดวงการทำงานมีปัญหามากกว่าเรื่องผิวเสียอีก
แต่ประเทศไทยกลับเหยียดกระเทยและเกย์ ผมโตมาในโรงเรียนชายล้วน ทราบดีกว่าการเหยียดรุนแรงมาก (บางคนอาจเคยได้ยินเพลง "ตุ๊ดมีหลายชนิด") เพื่อนกระเทยหลายคนต้องทำตัวแมนเข้าบ้าน (บ้านใครรับได้ก็โชคดีไป) มีเพื่อนในอังกฤษคนหนึ่งอยู่เมืองไทยซ่อนตัวมาตลอด แล้วค่อยมาแสดงออกเต็มที่ตอนอยู่เมืองนอก
ที่น่าประหลาดใจคือกระเทยไทยโด่งดังมากในระดับโลก โดยเฉพาะเหล่า lady boys หรือพวกแปลงแล้ว อยู่เมืองไทยไม่เคยรู้สึก แต่ว่าพอมาเมืองนอก แนะนำตัวเองว่าเป็นคนไทย คำถามแรกยอดนิยมอันหนึ่งที่ได้รับคือ "lady boys" ประเทศยูดังมากเลยนะ (ส่วนมากคนถามมาจากเอเชีย)
ส่วนเกย์ดูจะเป็นที่ยอมรับได้มากกว่าหน่อยหนึ่ง (ผมเดาเอาเองว่าอาจเป็นเพราะเกย์เกาะกระแส metrosexual) แต่เทียบกับเมืองนอกแล้วยังด้อยกว่าเยอะ ปัจจัยหนึ่งที่ผมรังเกียจมากๆ คือผู้หญิงไทยชอบจับเกย์ ("คนนี้แอบรึเปล่าเธอ") ซึ่งมีคนรู้จักที่เป็นชายแท้ต้องลำบากจากข้อหานี้กันเยอะ (ด้วยข้อหาไร้สาระทำนองว่า หยิบแก้วแล้วนิ้วกระดก) เท่าที่สำรวจมาสาวไทยร้อยละ 100 นิยมจับเกย์ครับ
ตัวอย่างระดับโลกมีเยอะไม่ว่าจะเป็นสงครามครูเสดหรือ 9/11 (ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีปัจจัยด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมร่วมด้วย) ศาสนาเดียวกันต่างนิกายมันยังตีกันเอง ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนคริสตัง หรือว่าชีอะห์สุหนี่
เนื่องจากว่าคนไทย 95% เป็นพุทธ มัน dominate มากๆ ความขัดแย้งแบบปะทะกันเลยไม่เยอะนัก ถึงแม้เมืองไทยจะมีเสรีภาพทางศาสนามากพอสมควร คนศาสนาอื่นไม่โดนรังแก แต่ผมสงสัยว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ
สมัยเรียนประถมมัธยม ต่อจากเคารพธงชาติ ท่าบังคับคือสวดมนต์ ซึ่งในโรงเรียนรัฐบาลแบบ generic ก็มักจะมีคริสต์หรืออิสลามโผล่มารุ่นละนิดหน่อย ผมเคยถามพวกนี้ว่าทำอย่างไร ซึ่งคำตอบคือยืนเฉยๆ ไม่พนมมือ
คำถามของผมก็คือ ระเบียบปฏิบัติทางวัฒนธรรมเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ (ที่เราไทยพุทธธรรมดารู้สึกว่ามันปกติ) ถือเป็นการเหยียดแบบอ่อนๆ ได้หรือเปล่า? ลองดูตัวอย่างอื่นๆ
ผมเคยมีเพื่อนเป็นอิสลาม กินหมูไม่ได้ วันเรียนปกติที่บ้านห่อข้าวมาให้ทุกวัน มาซวยเอาตอนไปเข้าค่ายลูกเสือในเขา 3-4 วัน ทางโรงเรียนก็ดีนะครับ ใครมี food preference แจ้งไปได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วเพื่อนผมได้กินข้าวเปล่ากับไข่ต้มตลอด 3-4 วันนั้น
ทุกวันนี้ผมเจอคนที่นับถือเจ้าแม่กวนอิม (ไม่กินเนื้อวัว) กับกินเจพอสมควร คาดว่าต้องมีปัญหาเรื่องอาหารเวลาออกนอกสถานที่แน่นอน (เผอิญว่าผมไม่นับถืออะไรเลย กินทุกอย่าง) แบบนี้ถือว่าโดนบรรทัดฐานของสังคมเหยียดได้หรือเปล่า? มันอาจมีคำเรียกอื่นที่ดูดีและตรงกว่านี้ แต่นึกไม่ออก
Silly Fools แยกวง ถ้าเอาตามที่ให้สัมภาษณ์ พี่โตก็บอกว่าเป็นเรื่องของศาสนาเหมือนกัน?
เวลาเดินบนสะพานลอยเจอคนแขนขาดขาขาด ปฏิกริยายอดนิยมได้แก่ 1) น่าสงสารเนอะ (ว่าแล้วก็ให้ตังซะหน่อย) 2) อี๋ 3) ไม่รู้จักทำมาหากิน
โดยทั่วไปแล้ว 2) = เหยียด ส่วน 1) กับ 3) นี่ไม่เหยียด (แต่ใจดีใจร้ายต่างกัน) แต่ตามหลักวิชาที่มีคนสอนผมมาเนี่ย เค้าบอกว่าสำหรับคนพิการ ความสงสาร = เหยียด สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการตีค่าอย่างเท่าเทียมต่างหาก
ดังนั้นจะได้เป็น 3) ไม่เหยียด ส่วน 1) กับ 2) = เหยียด (ต่างกันแค่เหยียดแบบตรงไปตรงมาหรือเปล่า)
คนพิการเมืองไทย (รวมถึงคนชราที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้) มักจะอยู่แบบหลบๆ มุมไม่มาเดินให้เห็นในพารากอน หรือแคลิฟอร์เนียว้าว แต่พอมาอยู่เมืองนอก มันคนละเรื่อง คนพิการนั่งรถเข็นมาซื้อของด้วยตัวเองเป็นเรื่องธรรมดามาก ผมไปเดินมิวเซียมปราสาทมาเยอะ สิ่งที่เห็นเยอะคือครูหรือพ่อแม่พาเด็กพิการนั่งรถเข็นมาเที่ยว (ซึ่งสำหรับเด็กพิการไทยมันเป็นไปไม่ได้เลย)
ระดับและจำนวนสาธารณูปโภคสำหรับคนพิการที่รัฐสร้างให้หรือออกกฎให้สร้าง คงเป็นดัชนีชี้วัดแบบง่ายๆ ที่ชัดเจนว่าประเทศไหนสนับสนุนคนพิการแค่ไหน ผมเคยลองลากกระเป๋าเดินในแวนคูเวอร์ประมาณ 5-6 บล็อคถนน (จริงๆ หลงทาง แต่พูดให้เท่เข้าไว้) ปรากฎว่ามี ramp ให้ทุกสี่แยก เดินได้แบบไม่ต้องยกกระเป๋าขึ้นลงฟุตบาท
นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องการรับคนพิการเข้าทำงาน ซึ่งสรุปว่าเรื่องนี้บ้านเรายังห่างไกล
คำว่าชนชั้นในที่นี้ หมายถึงเฉพาะชนชั้นจากการเกิดเท่านั้นนะครับ ประเภทไฮโซอัพเกรดอะไรแบบนี้ไม่นับ
เข้าใจว่าปัจจัยสำคัญคือด้านประวัติศาสตร์ ที่เราโดนบังคับเรียนมาคือระบบวรรณะในอินเดีย (ซึ่งยังดำรงอยู่) ข้อมูลของประเทศอื่นผมรู้ไม่มากนัก ที่เด่นๆ คงเป็นความเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์หลายประเทศ เช่น ปฏิวัติฝรั่งเศส ปฏิวัติบอลเชวิก สงครามกลางเมืองอเมริกา (เลิกทาส)
อย่างอังกฤษเองถึงระบบวรรณะจะไม่โดนโค่นแบบถอนทั้งยวงเหมือนฝรั่งเศส แต่บรรดาศักดิ์ในปัจจุบันคงมีไว้เท่ๆ เสียมากกว่า (อย่างไรก็ตาม เหมือนว่าระบบวรรณะจะถูกแทนที่ด้วยระบบตระกูล elite ที่ซอฟต์ลงมา แต่ก็ยังมีความเป็นชนชั้นอยู่ ตัวอย่างคือการรับนักเรียนเข้าสถานศึกษาดังๆ อย่างอีตัน หรืออ็อกฟอร์ดเคมบริดจ์ รวมถึง Ivy League ของสหรัฐด้วย)
สำหรับเมืองไทย เราเรียนมาว่าเลิกทาสกันไปนานแล้ว (และดูจะประสบความสำเร็จด้วยดี) แต่เหมือนว่าไพร่ยังมีอยู่?
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ผมเองก็ยังทำไม่ได้ทั้งหมดในบางจุด เช่น ด่าคนว่าลาว บางทีก็ยังติดๆ อยู่ (พยายามเลี่ยงไปใช้ "เชย" หรือ "เห่ย" แทน) เรื่องศาสนาคงไม่มีปัญหา เพราะเอาจริงแล้วไม่มีศาสนา (พุทธตามทะเบียนบ้าน) แต่ต่อไปอาจจะมีปัญหาเพราะผมกำลังเริ่มด่าพุทธบ้าเทวดา เรื่องอาหารอาจมีปัญหาเล็กน้อยเพราะผมชอบกินเนื้อวัว อาจไปเหยียดพวกไม่กินเข้าโดยไม่รู้ตัว (พยายามตั้งตัวเป็นกลาง)
Comments
chanwit
17 August, 2008 - 02:25
Permalink
เคยโดนเหย
เคยโดนเหยียดเพราะคนดำมันนึกว่าเป็นแขก มานั่งข้าง ๆ แล้วถามว่าอับดุลหมายความว่าอะไร ไอ้เราก็งง พอพาด้อนไป มันก็ทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วลุกหนี
เรื่องกินไม่กินนี่ดูที่เหตุผล เช่น บางคนกินเจด้วยเหตุผล"ประหลาด" อันนั้นก็โดนเหยียดในใจไป
เรื่องเพศไม่มีปัญหา ยอมรับได้มานานแล้ว แต่ก็เบื่อนิดหน่อยเวลาคนมาพูดให้ฟัง เพิ่งรู้ว่าผู้หญิงมีปัญหากับการจับเกย์ เห็นด้วย แต่คงไม่ 100% นะ เพราะภรรยาไม่เป็น
เรื่องคนพิการ เห็นด้วยเรื่องที่เขาไม่อยากให้สงสาร เคยมีนักเรียนในชั้นแล้วดูแลเขาแบบปกติเพราะเห็นมาจาก course ของอาจารย์อีกคนที่ดูแลมากกว่าปกติแล้วเขาไม่สบายใจ เลยโชคดีได้เรียนรู้ก่อนที่จะทำ
เหยียดชนชั้นในประเทศยังมีอยู่ และยอมรับว่ายังเป็น และจะออกอาการมากหน่อยถ้าเห็นว่าบางคนแบมือขอด้วยข้ออ้างในใจทำนองนี้
เรื่องพุทธกับเทวดามันก็พูดลำบาก เพราะปาฏิหารย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ศาสนาย่อยง่าย จริง ๆ เอาแต่แก่นมาขบก็ได้ แค่อริยสัจสี่ข้อแรกข้อเดียวก็เหลือพอที่จะทำให้"เกือบ"นิพพาน เพราะงั้นช่างหัวตัวประกอบไปก็คงไม่เป็นไร
ถ้าจะพูดให้เป็นวิทยาศาสตร์หน่อยก็คือ แค่ "นิยามต้นตอของปัญหา" ได้ก็จะทำให้เรียนเกือบจบ (ในบริบทของการทำวิจัย)
thep
17 August, 2008 - 17:15
Permalink
คิดว่าการ
คิดว่าการเหยียดเชื้อชาติเริ่มจากปฏิกิริยาอะไรบางอย่าง แล้วก็ทำตาม ๆ กันมา ที่ลาวเชียงใหม่ไม่ถูกเหยียด ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเป็นเอกราชมาก่อน มีเชื้อสายเจ้านายเก่า อีกส่วนหนึ่งคือไม่เคยมีเหตุให้ไทยกลางเกิดปฏิกิริยา.. แต่ลาวอีสานไม่ใช่ อีสานไม่เคยเป็นเอกราช ไม่มีประวัติยาวนาน ถูกครอบครองโดยเขมรบ้าง ล้านช้างบ้าง เป็นเมืองชายแดนหน้าด่านมาทุกสมัย แล้วพอมีเหตุให้ไทยกลางเกิดปฏิกิริยาชัด ๆ ครั้งแรก คือตอนที่ลาวอีสานที่ถูกกวาดต้อนเข้าไปเป็นเชลยที่กรุงเทพฯ ไปเผยแพร่วัฒนธรรมลาว ทั้งเป่าแคน เล่นหมอลำ กินลาบ ส้มตำ ถูกปากถูกใจคนกรุง แม้กระทั่งเจ้านายอย่างสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ยังนิยม ทำให้พระจอมเกล้าฯ เกิดหวงแหน "วัฒนธรรมไทย" แล้วเริ่มมีปฏิกิริยาในรูป propaganda เหยียดลาวต่าง ๆ แบบไม่ปรานีปราศรัย เพราะลาวพวกนี้เป็น "ลาวเชลย" ไม่มีอะไรเป็นเชื้อเจ้าให้เป็นที่เกรงใจเหมือนลาวเมืองเหนือ แล้วมันก็กลายเป็นสิ่งที่คนกรุงทำตาม ๆ กันมานับแต่นั้น
เรื่องเหยียดเจ๊ก ผมว่าก็คงคล้ายเหยียดยิวในแถบตะวันตกมั้ง คือพวกนี้เข้ามาค้าขายจนร่ำรวย ก็เริ่มถูกมองว่ามาสูบทรัพยากรคนพื้นถิ่นเข้าไปสะสมเป็นของตัวเอง แล้วก็มีปฏิกิริยาต่อ ๆ กันมาทำนองว่า "อย่าไปคบกับพวกเอารัดเอาเปรียบ"
เรื่องการปิดโรงเรียนจีนน่ะ ไม่ใช่แค่คนจีนที่โดน แต่มันเป็นนโยบายรัฐไทยในตอนนั้น ที่ต้องการให้ทั้งประเทศมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกภาพ (นโยบายเดียวกับจิ๋นซีที่ unify อักษรจีน) ภาษาถิ่นถูกห้ามพูดในโรงเรียน (สมัยผมเรียนประถม ข้อนี้ยังเหลืออยู่ในระเบียบข้อสุดท้ายของโรงเรียน ทำให้ผมตะขิดตะขวงที่จะพูดภาษาถิ่นเวลาติดต่อราชการมาจนทุกวันนี้) โรงเรียนอิสลามก็ถูกปิด จนทำให้เกิดปฏิกิริยาเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดนภาคใต้
การเหยียดต่าง ๆ มันมี "ปฏิกิริยาเริ่มแรก" น่ะ อย่างสมัยโจรใต้เผาโรงเรียน Mk เองก็เคยพูดหรือไม่ใช่ ว่าพวกมุสลิมไปอยู่ไหนก็มีปัญหา มีที่พอน่าเห็นใจคือปาเลสไตน์ อะไรทำนองนี้ แต่ความจริงแล้ว ปาเลสไตน์น่ะ เป็นต้นตำรับของการปฏิวัติด้วยการก่อการร้ายเลยล่ะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือมันมี "ปฏิกิริยาเริ่มแรก" ที่คนทำตาม ๆ กันมา ทุกวันนี้ไปคุยกับชาวบ้านทั่วไป ก็ยังมีปฏิกิริยา "เหยียดมุสลิม" กันอยู่เลย
mk
17 August, 2008 - 17:58
Permalink
@thep ใช่ครับ
@thep ใช่ครับ ทุกวันนี้ก็ยังมองว่ามีปัญหาอยู่ (ถือเป็นการเหยียดของผมเหมือนกัน) คือคิดไปคิดมาแล้ว รู้สึกว่านี่เป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ และเราควรจะเลิกสนใจหรือเปล่า?
thep
17 August, 2008 - 19:23
Permalink
ประเด็นที
ประเด็นที่น่าสนใจของ blog นี้ อยู่ตรงที่
กรณีของจีน คนจีนหลายคนได้แสดงให้เห็น ว่าเขาไม่ใช่พวกกอบโกย จีนสยามมีค่านิยม "ตอบแทนพระคุณแผ่นดิน" แล้วคนจีนที่ประสบความสำเร็จก็ทำตามกันมา ทำให้ลบภาพที่เคยก่อให้เกิดปฏิกิริยาได้ หรือจะเป็นกระแสหนัง-นิยายจีนที่มีให้คนชมชอบ
กรณีของมุสลิมภาคใต้อาจจะต่างออกไป จะให้เขาแก้ตัวอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะปฏิกิริยาแรกมันเกิดจากการกระทำของฝ่ายรัฐบาลไทยเอง แล้วมันไปกระทบกับหลักศาสนาของเขา สุดท้ายแล้ว คงต้องปรับแก้ทั้งสองฝ่าย อะไรที่จะไปกระตุ้นความรู้สึกเดิม ๆ ก็ต้องหลีกเลี่ยง ปัญหานี้สุดท้ายจะคลี่คลายหรือเปล่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่แน่ ๆ คือ การเหยียดศาสนาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะทำให้ฝ่ายรัฐสูญเสียมวลชนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เหมือนจะเคยได้ยิน ว่าสมัยสงครามคอมมิวนิสต์ ค่านิยมเหยียดลาวเคยทำให้คนอีสานเกือบหลุดกระเด็นไปรวมกับลาวมาแล้ว แต่ตอนนั้นมี propaganda เรื่อง "อีสานเป็นไทย ไม่ใช่ลาว" ออกมาแก้ ดึงมวลชนไว้ได้ (แล้วก็กลับมาให้คนกรุงเหยียดต่อไป เอิ๊ก)
mk
17 August, 2008 - 19:39
Permalink
@thep
@thep ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่น่าศึกษาต่อนะครับ อย่างกรณีของจีนหรือมุสลิม มันน่าจะต้องเอากรณีของประเทศอื่นๆ มาเทียบด้วยได้?
อย่างจีนนี่น่าจะชัดมาก เพราะมีชุมชนจีนโพ้นทะเลอยู่ทุกประเทศ บางประเทศก็ยังถูกแบ่งแยกอยู่ (ผมไป Vancouver น้องคนไทยที่นั่นก็เล่าให้ฟังว่า ฝรั่งมันเดินไปด่าจีนว่าให้กลับประเทศซะ) คือผมสงสัยว่ามันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้กลืนชาติกันได้/ไม่ได้ (ทั้งที่จีนไปอยู่ที่ไหนก็น่าจะทำตัวเหมือนกัน)
chanwit
17 August, 2008 - 20:02
Permalink
@mk จีนใน
@mk
จีนใน vancouver มีประวัติศาสตรที่ไม่โสภาเท่าไหร่ ลองเช็คดูจะเจอเรื่องราวที่น่าสนใจ (ไปอ่านมาจากพิพิธภัณฑ์นึง)
Rerng®IT
17 August, 2008 - 22:15
Permalink
อ่านแล้วแ
อ่านแล้วแอบละอายใจที่เคยเผลอเหยียดคนไม่กินเนื้อ (ในใจ) เพราะรับไม่ได้ที่เค้าให้เหตุผลว่ามันเป็นสัตว์ใหญ่
ช่วงนี้กำลังพยายามปรับตัวปรับใจอยู่
เรื่องคนจีนน่าสนใจจริงๆ คนใกล้ชิดหลายคนก็เป็นลูกจีน (แบบรุ่่นที่ 1 ที่ 2 เลย)
เคยมีอาจารย์สมัยประถมเป็นจีนก็สอนว่าเรื่องคำว่า "เจ๊ก" เหมือนกัน
เรื่องลาวเหนือเห็นตามพี่เทพครับ คงเพราะเรามีเจ้านายทางเหนือที่ใกล้ชิดไทยกลางมาจนถึงไม่นานนี้ด้วย
thep
18 August, 2008 - 10:09
Permalink
ขอแก้ข้อม
ขอแก้ข้อมูลนิดหนึ่ง พอดีพิมพ์ไม่ระวัง ลาวที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยที่กรุงเทพฯ คือลาวเวียงจันทน์ ไม่ใช่ลาวอีสาน แต่ก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมเดียวกัน และใน propaganda ที่ discredit ลาว ก็มีการเหมารวมอีสานในฐานะ "หัวเมืองลาว" ด้วย เข้าใจว่าแนวคิด "อีสานเป็นไทย ไม่ใช่ลาว" เพิ่งมาเริ่มในสมัยต่อสู้คอมมิวนิสต์นี่เอง เคยอ่านบันทึกสมัย ร.5 ก็ยังเรียกกลุ่มมณฑลแถบอีสาน-ลาวโดยรวมว่า "หัวเมืองลาว" ตลอด
LewCPE
19 August, 2008 - 01:42
Permalink
ในฐานะที่
ในฐานะที่เป็นคริสต์ซึ่งเป็นศาสนาที่เน้นความเชื่อเป็นหลัก
เวลาเรียนศาสนาพุทธ (ซึ่งเป็นวิชาบังคับ...) สิ่งที่โดนทุกเทอมคืออาจารย์จะเน้นแบบภูมิใจมากว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เข้ากับวิทยาศาตร์ได้ดีที่สุดในโลก และมีเหตุผลดีกว่าศาสนาใดๆ
พอโตมาเจอโลกกว้างแล้วก็เซ็งๆ หน่อยที่คำโฆษณาของแกไม่ค่อยจริงเท่าใหร่ อย่างน้อยก็ในสังคมไทย
wd
19 August, 2008 - 08:52
Permalink
การเหยียด
การเหยียด เกิดจากอัตตาว่าเราดีกว่าคนอื่น
คำสอนในศาสนาพุทธเป็นเรื่องของการลดอัตตาโดยตรง ถ้าเราเข้าใจคำสอนของท่าน เรื่องเหล่านี้จะลดไปเอง
ปัญหาคือ การจะเข้าใจพุทธได้ มันต้องปฏิบัติ(สติปัฏฐาน) มันจึงจะเกิด "ภาวนามยปัญญา" ซึ่งจะเป็นเหมือน "ตัวรู้" ในการนำทางที่ถูกต้องให้ตัวเองต่อไป
แต่ปัจจุบันนี้ หาคนปฏิบัติน้อยมาก ปัญหาจึงไม่จบ มีแต่จะแตกแขนงออกไปเรื่อย
@mk
"แต่ต่อไปอาจจะมีปัญหาเพราะผมกำลังเริ่มด่าพุทธบ้าเทวดา"
ถึงแม้จะมีคนบ้าเทวดาจริง แต่ผมคิดว่า ไม่ควรเอาประเด็นนี้ขึ้นมาชู เพราะอาจมีคนเข้าใจเราผิดว่า เราคิดว่าเทวดาไม่มีจริง
ในศาสนาพุทธ ถ้าถอดเรื่องเทวดาออกเสียเรื่องเดียว พระไตรปิฎกจะหมดความน่าเชื่อถือไปถึง 90 เปอร์เซนต์ หมวดธรรมเรื่อง "เทวตานุสสติ" ก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป ข้อปฏิบัติเพื่อให้หยุดตายหยุดเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ก็จะหมดความหมาย
ความหวังดีของเราอาจเป็นผลร้ายได้ หากทำให้คนหมดศรัทธา หรือทำให้ชนแตกความสามัคคี ครับ
mk
19 August, 2008 - 15:41
Permalink
@wd
@wd ผมคิดว่าเทวดาไม่มีจริงครับ
การเอาเรื่องเทวดาขึ้นมาชู พระไตรปิฎกจะหมดความน่าเชื่อถือไปถึง 90 เปอร์เซนต์
ความหวังดีของเราอาจเป็นผลร้ายได้ หากทำให้คนหมดศรัทธา หรือทำให้ชนแตกความสามัคคีได้
thep
19 August, 2008 - 20:13
Permalink
LewCPE,
LewCPE, คนที่พูดว่าพุทธเข้ากับวิทยาศาสตร์ได้ดี ผมว่ามีน้อยมากที่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูด ยิ่งคนอ่าน "เต๋าแห่งฟิสิกส์" ของคาปราแล้วมาขยายต่อล่ะก็ ยิ่งเข้ารกเข้าพงไปเลย
wd
19 August, 2008 - 23:48
Permalink
@mk อิ ๆ
@mk
อิ ๆ แต่ผมว่าเทวดามีจริง
ส่วนเรื่องพระไตรปิฎก ผมรอให้คุณ mk อ่านก่อนแล้วค่อยคุยกันทีหลังก็ได้
ผมก็จบวิศวะ(เครื่องกล)มานะ สมัยก่อนก็เป็นพวกวิทยาศาสตร์จัดเหมือนกัน
เพียงแต่ตอนนี้มันแก่ไปหน่อย ประสบการณ์เยอะหน่อย เลยเชื่อว่าเทวดามีจริง
ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพวกเราตายก็รู้เองแหละ ไม่กี่สิบปีนี้หรอก
เทวดามีจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ตายนี่ตายจริงแน่ ๆ
อาจารย์ผมท่านเปรียบคนที่เชื่อมั่นอะไรอย่างเดียว ว่าเหมือนลงทุนหุ้นขาเดียว
ถ้าดูเฉพาะชาตินี้ ก็เป็นพวก Short term
ถ้ามองชาติหน้าอย่างเดียว ก็เป็นพวก Long term
ท่านว่า ถ้าฉลาดหน่อยก็ไม่ควรเล่นหุ้นขาเดียวครับ เพราะถ้าพลาดแล้วมันเดือดร้อน
(อ้อ อาจารย์ผมก็วิศวะไฟฟ้าเหมือนกัน แต่บวชไม่สึก ฉลาดจัดไปหน่อย ;D )
mk
20 August, 2008 - 00:20
Permalink
@wd
@wd ไม่อ่านหรอกครับ ผมเป็นพุทธตามทะเบียนบ้าน ไม่สนใจศาสนา ตายไปก็เป็นเถ้าธุลี
wd
20 August, 2008 - 00:45
Permalink
@mk ถ้าไม่ได
@mk
ถ้าไม่ได้อ่าน ไม่ควรให้ความเห็นในเรื่องที่ตนไม่รู้ครับ
ถ้าคนที่มีสื่อในมือ ให้ความเห็นในเรื่องที่ตนไม่รู้ คนอ่านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็จะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ
มีความเห็นว่าบุญไม่มี บาปไม่มี สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี ตายไปก็เป็นเถ้าธุลี
ข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงนิพพานไม่มีความหมาย เพราะเกิดมาแล้วก็ตายเปล่า มีค่าเท่ากัน
คนที่มีความเห็นแบบนี้ สัก ๑๐% คงจะมีวิจารณญาณในการทำดีเพื่อสังคม
แต่อีก ๙๐% มันจะทำชั่วหนักโลก หรือเป็นพวกฉลาดเกินที่ตนเองรู้ จะกลายเป็นหวังดีประสงค์ร้ายได้ครับ
เป็นเต่าล้านปีแต่ไม่มีพิษภัย ยังดีกว่ามีอาวุธมหาประลัยเพื่อล้างโลกครับ
mk
20 August, 2008 - 00:52
Permalink
@wd 10:90
@wd
10:90 นี่เอามาจากไหนครับ คิดเอง?
ผมสงสัยว่าคุณ wd เคยเจอเทวดามาแล้ว ถึงให้ความเห็นได้?
เหมียว
20 August, 2008 - 01:21
Permalink
@wd อ่านก็ใช
@wd
อ่านก็ใช่ว่าจะรู้ทั้งหมด
romd
20 August, 2008 - 05:30
Permalink
ไม่ใช่เรื
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจครับ เว็บศาสนาพุทธมีเยอะ พวกคลั่งศาสนาหน่อยๆ (เขาจะเรียกตัวเองว่า ผู้ศรัทธา) จะแข่งกันอวดความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม เช่น ปฏิบัติถึงขั้นนี้เห็นดวงแก้ว เห็นพญานาค ลอยได้ ฯลฯ
ผมสังเกตว่าเหมือนพวกมิชชันนารีที่เผยแผ่ศาสนาด้วยการเคาะประตูบ้าน คือชีวิตนี้เน้นเพื่อศาสนา ซื้อหนังสือธรรมะแจกเพื่อน (เพราะรู้สึกว่าเป็นความหวังดี) เจอใครสนใจประเด็นศาสนาเข้าหน่อย ก็ตระคลุบใส่ทันที
wd
20 August, 2008 - 08:01
Permalink
@mk 10:90
@mk
10:90 เอามาจากใจครับ
ส่วนเรื่องเทวดา ท่านเจอผมทุกวัน แต่ผมเจอท่านไม่ทุกวัน เป็นไปตามความสะอาดของจิตครับ
@romd
แข่งกันอวดดี ยังดีกว่าแข่งกันอวดชั่วครับ
การเห็นดวงแก้ว เห็นพญานาค กายลอยได้ เป็นความดี
ส่วนการอวดผล เป็นความเลว
ความดีความเลวมักมาด้วยกัน มันเป็นอยู่อย่างนี้เสมอมา จะกว่าเราจะเห็นมัน และแก้ไขปรับปรุงตัวเราเองจนพ้นจากมัน เรื่องเหล่านี้ก็จบ
ที่สำคัญคือเราเลิกมองความเลวของคนอื่นหรือยัง เราหันมาตะครุบใส่ความเลวในใจของเราหรือยัง การเพ่งโทษผู้อื่นไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาตน แก้คนอื่นแก้ยาก แก้ตนเองแก้ง่ายครับ
thep
20 August, 2008 - 11:03
Permalink
คุณ wd
คุณ wd อาจจะมองในแง่การปรับคำสอนให้เข้ากับผู้ฟังหรือเปล่าครับ ที่พยายามรักษาพุทธแบบไตรภูมิไว้? เหมือนการทำให้ Linux คล้ายกับ Windows เพื่อให้เขาเปลี่ยนมาใช้ได้อย่างราบรื่น?
วิธีสอนของพระพุทธเจ้าคือ พยายามใช้ภาษาเดียวกับผู้ฟัง เปลี่ยนพรหมสี่หน้าเป็นพรหมวิหารสี่ เปลี่ยนลัทธิบูชาทิศทั้งหกมาเป็นเรื่องทิศหกฉบับพุทธ ปรับเรื่องภพภูมิของพราหมณ์มาเป็นสถานะของจิตของแต่ละบุคคล มีภพของสัตว์นรกสำหรับผู้จิตไม่สงบ มีฉกามาวจรภพสำหรับผู้มีจิตสบาย เสวยกามสุข มีรูปภพสำหรับผู้บรรลุรูปฌาน มีอรูปภพสำหรับผู้บรรลุอรูปฌาน ซึ่งสงบขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งนิพพานคือไร้ภพ
มองในลักษณะภาษาสัญลักษณ์ ผมเองไม่คิดว่าการที่เทวดาไม่มีจริงในทางกายภาพ แต่มีในรหัสธรรม จะทำให้พระไตรปิฏกต้องเสื่อมความน่าเชื่อถือลง
การอ้างถึงเทวดาอาจจำเป็นในสมัยพุทธกาล ที่อินเดียเต็มไปด้วยความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ มีลัทธิครูทั้งหกสอนอยู่ เป็นวิธีที่จะพูดภาษาเดียวกับผู้ฟังเพื่อชักชวนให้มาสู่แนวทางของพุทธในที่สุด อาจไม่ใช่ส่วนที่เป็น "อกาลิโก" สามารถปรับไปตามกาลได้
ในปัจจุบันนี้ ที่โลกเต็มไปด้วยวัตถุนิยม เราอาจต้องการแนวสอนที่ใช้คำพูดภาษาเดียวกับวัตถุนิยมด้วยกระมัง? นอกเหนือไปจากเรื่องเทวดาสำหรับดึงชาวบ้านธรรมดา หรือสำหรับคนที่ไม่ใช่บัวใต้น้ำ ก็ไม่จำเป็นต้องอ้างนรกสวรรค์อีก ว่าเรื่องแก่นธรรมกันตรง ๆ ได้เลย?
mk
20 August, 2008 - 14:55
Permalink
ผมว่ายิ่ง
ผมว่ายิ่งอ่านคำตอบของคุณ @wd ยิ่งตลกครับ
ถ้าอ้างจากใจ อ้างเทวดา ผมก็อ้างได้หมดครับ
-ผมแอนตี้เทวดา เพราะห่วงพุทธศาสนาจากใจ
-ผมกลัวพระไตรปิฎกจะเสื่อมไป 90% ก็จากใจเหมือนกัน
ผมว่าคนแบบคุณ wd นี่คงเป็นส่วนทำให้ศาสนาเสื่อมครับ สอนให้ศาสนาที่บอกว่าไม่ควรเชื่อพระไตรปิฎก ควรไตร่ตรองก่อนคิด มาเป็นเชื่อเทวดาไป ว่างๆ ลองเสกพญานาคเอาการ์ตูนไทยมาส่งให้ผมหน่อยก็ดีครับ
chanwit
20 August, 2008 - 16:02
Permalink
@wd อยากให้ค
@wd
อยากให้คุณเข้าใจศาสนาพุทธที่แก่นหน่อยนะครับ อย่าเอาแต่กระพี้
ผมถามคำถามเดียว คุณ wd "มีทุกข์อะไรบ้าง" เอาแค่นี้แหละครับ
wd
20 August, 2008 - 16:18
Permalink
@thep แต่ก่อน
@thep
แต่ก่อนผมใช้วิธีนั้นน่ะครับ แต่ตอนหลังเห็นว่ามีผู้ยืนยันปรโลกน้อยลง เห็นเป็นของตลกที่ต้องตีความมากขึ้น ก็เลยเปลี่ยนแนวมายืนยันให้ชัด ๆ
คงเป็นเพราะใกล้ตายแล้วมั๊ง ;D
แต่ก่อนผมก็ตีความพระไตรปิฏก แต่ตีไปตีมาแล้วมันขัดกันเอง เลยเลิกตีความ เชื่อแบบซื่อ ๆ ถึงได้อ่านแบบไหลลื่นครับ
@mk
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ ครับ
ท่านที่ปรนเปรอแต่ร่างกาย แต่ไม่สนใจจิต เปรียบเสมือนเลี้ยงลูกน้องให้อิ่ม แต่ปล่อยให้เจ้านายหิวโซ
ศาสนาพุทธจะเสื่อม ก็เพราะขาดคนปฏิบัติ มีแต่คนตีความครับ
หากจะย้อนกาลามสูตร แนะนำให้ดูใจไปด้วย ถ้าใจร้อนขึ้นแสดงว่าตีความกาลามสูตรผิด รบกวนให้กลับไปอ่านใหม่ครับ
@chanwit
ผมปัญญาน้อย ก็ค่อย ๆ เข้าหาแก่นจากกระพี้น่ะครับ ยอมรับว่าโง่จริง ๆ
รบกวนถามกลับว่า ที่ประสบทุกวันอยู่นี่ มีอะไรที่ไม่ใช่ทุกข์บ้างครับ
---
กราบอนุโมทนาทุก ๆ ท่านที่หวังดีต่อศาสนาพุทธด้วยใจคารวะครับ ถือเสียว่าถกกันเพื่อประเทืองปัญญานะครับ
mk
20 August, 2008 - 16:27
Permalink
@wd ตีความว่
@wd
ตีความว่าเทวดามีจริง ก็เรียกว่าตีความนะครับ ย้อนกลับไปอ่านพระไตรปิฏกใหม่ก็ดีครับ
ขออีกคำถามว่า เชื่อว่าพระไตรปิฏกเวอร์ชันที่อ่าน เป็นเวอร์ชันจริง? ไม่โดนยัดไส้อะไรมาในช่วง 2500 ปีที่ผ่านมา? ขนาดผมคัดลายมือในหนังสือ มีหนังสือวางอยู่ตรงหน้า ผมยังคัดผิดคัดถูกเลยนะ?
thep
20 August, 2008 - 17:20
Permalink
wd, ผมมองอย่
wd,
ผมมองอย่างนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การตีความครับ ผมเชื่อว่าคำพูดหลายอย่างในพระไตรปิฏก ก็คงจะมีการพูดจริงในสมัยนั้น แต่เป็นคำพูดที่เกิดจากสไตล์การสอนของพระพุทธเจ้า ที่จำเป็นต้องสอนอย่างนั้น ท่ามกลางสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยลัทธิ ซึ่งก็ทรงทำได้อย่างแนบเนียน (เช่น เรื่องพรหมวิหารสี่และทิศหกที่ว่าไป) แต่ส่วนที่เป็นแก่นตรง ๆ ก็มี ในการสอนบรรดาผู้เป็นบัวพ้นน้ำ พระพุทธเจ้าเป็นครูที่ฉลาดครับ สามารถหาวิธีสอนคนประเภทต่าง ๆ ได้เหมาะกับจริตของผู้ฟัง วิธีสอนของพระพุทธเจ้าจึงหลากหลายมาก พอทุกเรื่องถูกประมวลเข้าด้วยกัน ผู้อ่านก็ต้องค้นหาเอาเอง ว่าตัวเองจะรับเนื้อหาส่วนไหน
การอ่านพระไตรปิฏก (ที่ได้อ่านเพียงน้อยนิด) ผมก็ไม่ได้ตีความเป็นสัญลักษณ์ทุกกระบวนความ มัวตีความอย่างนั้นก็ปวดหัวตาย ก็อย่างที่คุณ wd บอก ว่ามันไม่ลื่นไหล แต่ผมอ่านด้วยความรู้สึกเหมือนนั่งฟังนิทานสอนใจ ส่วนไหนเป็นเรื่องประกอบเพื่อสาธก ส่วนไหนเป็นคติที่จะสอน ก็แยกได้ด้วยวิธีเดียวกัน จึงไม่ได้คาดว่าทุกตัวอักษรจะต้องเป็นเรื่องจริง แล้วก็ไม่ได้คาดว่าทุกคำพูด ทุกตัวละครจะมีรหัสอะไรแฝง (มัวจับรหัสทุกอย่างก็ paranoid ไปหน่อย) สิ่งที่สำคัญคือคติธรรมที่ทรงสอนเท่านั้นเอง และส่วนนี้เองที่จะเป็น "อกาลิโก"
ผมจึงไม่ได้สนับสนุนให้ถอดรหัสภาษาสัญลักษณ์ทุกอณูเหมือนกันครับ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้ถือทุกอย่างเป็นเรื่องจริงไปหมดด้วยเหมือนกัน
wd
20 August, 2008 - 20:12
Permalink
@mk ขอบคุณใน
@mk
ขอบคุณในคำเตือนครับ จะพยายามกลับไปศึกษาใหม่ครับ
@thep
เคารพในวิจารณญาณของคุณเทพทุกประการครับ
แต่เรื่องของผมก็คือผมมีประสบการณ์ตรง และเมื่อสอบทานกับท่านผู้รู้หลายท่าน ก็ปรากฎว่าตรงกัน แม้กระทั่งเมื่อผมสนับสนุนให้ลูกน้องได้มาฝึกสมาธิ เขาก็ได้มีประสบการณ์ที่ไปคล้ายคลึงกับในพระไตรปิฏกเหมือนกัน
สรุปว่า ผู้คนที่ผมได้พบมาหลายท่าน ถ้าเขาเอาจริง เขาก็จะพบของจริงครับ
สำหรับคนอื่น ก็อาจมีประสบการณ์อย่างอื่น ที่ทำให้เชื่อว่าพระไตรปิฏกไม่เป็นอกาลิโก ผมก็เคารพความเห็นนั้นทุกประการครับ
---
ผมคงยุติการแสดงความเห็นเพียงเท่านี้ครับ เพราะจิตแกว่งมากเกินพอดี เว้นเสียแต่มีผู้ถามเพิ่ม และเห็นว่าเป็นประโยชน์
เท่าที่แสดงมาก็เพียงเพื่อยืนยันความเชื่อว่ามีสวรรค์ มีนรก อยู่จริง ๆ เท่านั้นเองครับ
ขอบคุณทุกท่านที่หวังดีต่อมวลชนครับ :)
thep
21 August, 2008 - 11:05
Permalink
เข้ามาสาร
เข้ามาสารภาพว่า ผมเริ่มเข้าประเด็นของคุณ wd ด้วยความคิดสนับสนุนนะนี่ คือจะให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของการชักชวนชาวบ้านทั่วไปที่ยังเชื่อเทวดาอยู่ให้เข้ามาปฏิบัติธรรม (แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อเทวดา ก็คิดว่าไม่จำเป็น และมีทางที่ไม่ต้องถึงกับทำให้พระไตรปิฏกหมดความน่าเชื่อถือ) ไม่นึกว่านั่นยังไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอ
เรื่องที่ว่าพระไตรปิฏกไม่เป็นอกาลิโก อาจจะสรุปความเห็นผมว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะไม่มีใครบอกว่าพระไตรปิฏกเป็นอกาลิโกนี่ครับ ธรรมต่างหากที่เป็นอกาลิโก ส่วนพระไตรปิฏก ก็เป็นบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ครั้งพุทธกาล การจะบอกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่งเป็นอกาลิโกก็อาจจะแปลกสักหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าพระไตรปิฏกจะไม่มีส่วนที่เป็นอกาลิโก เป็นเรื่องของการแยกแยะเนื้อหาส่วนที่เป็นพระธรรมที่เป็นอกาลิโกออกมาต่างหาก
อย่างไรก็ดี ผมก็ยังสนับสนุนแนวทางของคุณ wd ต่อไป โดยในขณะนี้ก็ด้วยเหตุผลของผมข้างต้น ก็ไม่แน่ว่าถ้าผมได้ปฏิบัติมากพอจนพบความจริงเดียวกับคุณ wd ก็อาจจะได้เหตุผลเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้ปรับแนวสอนให้เข้ากับโลกวัตถุนิยมปัจจุบันด้วย ทำยังไงจะพูดภาษาเดียวกับเขา เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเคยทำในสมัยของพระองค์ มันไม่จำเป็นว่าไม่เชื่อเทวดาแล้วจะศึกษาพุทธไม่ได้เลย หรือถ้ามีคนเชื่อเทวดาแล้วพุทธจะเสื่อม เพราะพระพุทธเจ้าเองก็มีวิธีสอนที่หลากหลายตามประเภทของบุคคล เราต้องเข้าใจจุดนี้ด้วย ก่อนที่จะฟันธงเรื่องเทวดาของพุทธ
ปล. ความจริงผมไม่มีนิสัยชอบสนทนาธรรมเลยนะนี่ เพราะทุกครั้งผมมักจะมีประเด็นตกค้างที่ไม่ได้พูดให้จบ แล้วมันจะผุดขึ้นมารบกวนจิตใจขณะปฏิบัติ ต้องเสียเวลากำจัดตะกอนในใจก่อนจะได้เริ่ม ฉะนั้น ในครั้งนี้ก็ขออนุโมทนาตามคุณ wd ด้วย กับความปรารถนาดีต่อศาสนาของทุกคน
มะระ
21 August, 2008 - 20:31
Permalink
สนุกดี
สนุกดี ด้วยคน
ไม่เห็นจะเป็นสาระ เทวดามีก็มี ไม่มีก็ไม่มี
ที่เถียงกันอยู่นี่ คนที่เชื่อว่าไม่มี ก็เพราะไม่เคยเห็น คนที่เชื่อว่ามี ก็ฟังตามกันมาบ้าง หรือเคยเห็นจริงบ้าง
เหมือนพันธมิตรกับต่อต้านพันธมิตรอ่ะ ใครได้รับข้อมูลมายังไง ก็เชื่อไปอย่างนั้น
mk
21 August, 2008 - 21:41
Permalink
@มะระ ปัญหา
@มะระ
ปัญหาคือคนเชื่อเทวดาต้องการให้คนไม่เชื่อเทวดาเชื่อ (งงมะ) แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แค่อ้างนู่นนี่ไปเรื่อย ถามอะไรก็เลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นแทน
wd
22 August, 2008 - 00:33
Permalink
@mk ขอบคุณที
@mk
ขอบคุณที่เชิญมาอีกครั้งนะครับ
"ว่างๆ ลองเสกพญานาคเอาการ์ตูนไทยมาส่งให้ผมหน่อยก็ดีครับ"
อันนี้ผมถือว่าเด็กถามนะ ขออนุญาตไม่ตอบ
"ขออีกคำถามว่า เชื่อว่าพระไตรปิฏกเวอร์ชันที่อ่าน เป็นเวอร์ชันจริง? ไม่โดนยัดไส้อะไรมาในช่วง 2500 ปีที่ผ่านมา? ขนาดผมคัดลายมือในหนังสือ มีหนังสือวางอยู่ตรงหน้า ผมยังคัดผิดคัดถูกเลยนะ?"
พวกเรายังไม่ได้ศึกษาศาสนาไปให้เท่ากับที่เราศึกษาวิทยาศาสตร์เลย จะเอาภูมิปัญญาที่ไหนมาวิเคราะห์พระไตรปิฎก
มาว่ากันเรื่องยัดไส้ แค่ไหนถึงเรียกว่ายัดไส้ สมมุติว่าเรื่องเทวดานี่เป็นเรื่องยัดไส้
ถ้ายังงั้น:-
- เรื่องที่นันทยักษ์เหาะผ่านพระสารีบุตร เอากระบองฟาดศรีษะพระสารีบุตรที่กำลังเข้านิโรธสมาบัติ จนนันทยักษ์ต้องลงอเวจีมหานรก ก็เป็นเรื่องยัดไส้
- เรื่องที่ท่านพระโมคคัลลานะท่านไปเที่ยวสวรรค์นรกเกือบทุกวันก็เป็นเรื่องยัดไส้ เรื่องที่ท่านเป็นเลิศทางฤทธิ์ก็เป็นเรื่องยัดไส้
- เรื่องที่มีเทพธิดารู้กตัญญูท่านพระมหากัสสปะ เหาะมาปัดกวาดเช็ดถูกุฎิให้ จนท่านต้องไล่เทพธิดาท่านนั้นกลับไป ก็เป็นเรื่องยัดไส้
- เรื่องที่ท่านพระอนุรุทธเป็นเลิศทางทิพยจักขุญาณ ท่านมองเห็นหมื่นโลกธาตุเหมือนแลดูผลมะขามป้อมบนฝ่ามือ ก็เป็นเรื่องยัดไส้
สรุปแล้วเรื่องที่เกี่ยวกับพระอรหันต์ที่ทรงเอตทัคคะในด้านต่าง ๆ นี่ ถูกยัดไส้หมด
ดังนั้นประเทศไทยของเราที่บรรดาหลวงปู่หลวงพ่อองค์ต่าง ๆ ต่างก็พากันฝึกจิตจนมีอิทธิฤทธิ์จนเป็นที่ประจักษ์ไปจนถึงต่างแดน ก็เป็นเรื่องยัดไส้
---
ผมมาศึกษาศาสนาพุทธเพราะต้องการที่พึ่งทางใจเมื่อตอนเศรษฐกิจตกต่ำปี ๔๐ เมื่อศึกษาไปก็พบว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่าพระไตรปิฎกเขียนมานานแล้วคงมีคลาดเคลื่อนแสดงอิทธิฤทธิ์เกินจริงนั้น เป็นการคิดผิดของเราแต่ฝ่ายเดียว เพราะประสบการณ์ทางจิตที่เราพบ มันสอดคล้องเป็นอันดีกับที่ท่านกล่าวไว้ทุกประการครับ
ความต้องการที่ผมมาโพสต์ในกระทู้นี้ในตอนแรก ไม่ได้มุ่งหวังจะให้คนมาเชื่อว่าเทวดามีจริงแต่ประการใด เพียงแค่หวังให้ท่านเจ้าของบล๊อก ได้ศึกษาเรื่องราวเรื่องนั้น ๆ ให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วจึงค่อยประกาศต่อสาธารณชน
แต่ต่อมาเนื้อกระทู้มันนำไป ก็เลยกลายมาเป็นแบบที่เห็นนั่นแหละครับ
หากท่านใดยังมีความสงสัย อย่าเพิ่งถามผมเลยว่าพูดจริงหรือเปล่า ให้ทดลองค้นคว้าข้อมูลดูก่อน เมื่อมีศรัทธาแล้วจึงค่อยลงมือปฏิบัติ ก็จะสามารถพิสูจน์ความจริงด้วยตนเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาบัญญัติว่าสิ่งนั้นมีสิ่งนี้ไม่มี
ลองค้นคว้าจากสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ได้ครับ ลองเริ่มค้นข้อมูลว่าด้วยวิชา
สะกดจิตบำบัด (Hypnosis)
ก่อนก็ได้
mk
22 August, 2008 - 01:07
Permalink
ใช่ครับ
ใช่ครับ ผมมองว่าเป็นเรื่องยัดไส้ทั้งหมด เข้าใจถูกต้องแล้ว
คำถามผมไม่เด็กหรอกครับ คุณ wd ตอบไม่ได้เท่านั้นเอง
มะระ
22 August, 2008 - 21:12
Permalink
@mk
@mk ถูกต้องนะคร้าบบบ อากตัวเลย ผมเชื่อว่าเทวดามีจริง เหมือนที่เชื่อว่า จอมยุทธสัมยก่อนเหาะได้ (อย่างน้องก็คงกระโดดได้ไกลล่ะน่า) แต่ผมก็ไม่เคยบังคับให้ใครเชื่อแบบที่ผมเชื่อ ส่วนถ้าใครจะถามว่าผมเชื่อเพราะอะไรผมก็จะตอบ เพียงแต่ส่วยใหญ่ที่เจอ ก็มักจะพยายามยัดเยียดความ(ไม่)เชื่อของตนให้ผม ซึ่งมันไม่มีทางทำได้อยู่แล้ว เพราะมันคือความเชื่อ เราเชื่อเพราะว่าเราเชื่อ ถ้าคนจะเปลี่ยนความเชื่อได้ ก็ต่อเมื่อมีสิ่งมาพิสูจน์ว่าสิ่งที่เชื่อนั้นไม่ใช่
กรณี เทวดานี่ เหมือนสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า คนที่เชื่อว่าถ้าเข้าไปในสามเหลี่ยมแล้วจะหายตัวไปนั้น ถ้าต้องการพิสูจน์ ก็เดินทางไป แต่ถ้าเข้าไปแล้วไม่หาย ก็ตอบได้ว่า วันนั้นมันมีเหตุขัดข้อง ซึ่งมันก็คงจะขัดข้องไปเรื่อยๆ และไม่มีทางจะล้างความเชื่อของกันและกันได้
ยิ่งอธิบายยิ่งงง คือแค่จะบอกว่า การพยายามแสดงจุดยืนในความเชื่อของแต่ละคนนั้นไม่แปลก แต่การพยายามทำให้คนอื่นเชื่อตามนั้น ไม่ควร
@wd ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ คุณ wd ปฏิบัติ ผมก็อนุโมทนาด้วย เพียงแต่อย่าพยายามทำให้ใครเชื่อเลย ของอย่างนี้มันเป็นเรื่องของวาระ ยังไม่ถึงคราวของตนก็ไม่มีใครทราบหรอก
นิพพานเป็นปลายทางที่ทุกชีวิตต้องถึง วันนี้ใครพร้อมก็ล่วงหน้าไปก่อน ใครไม่พร้อมก็รอตามไปวันหลัง ถ้าเราหวังดีก็ทำหน้าที่แค่บอก ถ้าได้บอกแล้วแล้วไม่เกิดผลก็เปลี่ยนไปบอกคนอื่น ขนาดพระพุทธเจ้ายังต้องเลือกคนสอนเลย ไม่ใช่ทุกคนที่จะสอนได้ มันเป็นเรื่องของวาระ
wd
22 August, 2008 - 23:22
Permalink
@มะระ ขอบคุ
@มะระ
ขอบคุณที่เตือนครับ
ผมทำไปตามหน้าที่ของคนที่เคยสัมผัสเทวดาเท่านั้นเองครับ
จุดประสงค์คือแสดงตัวว่าเชื่อว่าตายแล้วเกิด เพื่อป้องกันคนอ่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นไปตามเรื่องของเหตุปัจจัยครับ
บางทีถ้าพูดแรงไปก็ขอโทษคุณ mk ด้วยนะครับ ไม่ได้มุ่งร้ายจริง ๆ
mk
23 August, 2008 - 04:17
Permalink
@wd
@wd ผมไม่มีปัญหาครับ ผมยินดีเสวนาในหัวข้อที่มักจะโดน "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" หรือ "ไม่จงรักภัักดี" ยุติไปก่อนที่การสนทนาจะได้ประเด็น
ผมเองก็พยายาม challenge ความเชื่อแบบนี้ไปเรื่อยๆ เช่นกันครับ เดี๋ยวคิดมาอีกเรื่อยๆ ถ้าสนใจก็ยินดีถกเสมอ
พงษ์
30 October, 2008 - 19:49
Permalink
คนไทยที่ด
คนไทยที่ดูถูกลาว ส่วนมากเข้าใจว่าตัวเองเป็นไทย หรืออาจเคยถูกดูถูกมาก่อน เช่น เคยถูกเขมรดูถูกสมัยที่ ตกเป็นเมืองขึ้นของขอม พอเป็นอิสระ ก็เลยวัฒนธรรมขอมมาผสม โดยเฉพาะวัฒนธรรมศักดินา ส่วนพวกหนึ่งที่ชอบดูถูกคนลาว คือ พวกลูกจีนเก่า
ประเด็นดูถูกคนลาว เพราะฐานะทางเศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์สงคราม ที่คนไทยสยามรบชนะ
ความจริง คนไทยน่าจะโดนลาวเหยียดมากกว่า และปัจจุบันในลาวเอง เขาก็เหยียดไทย ในลักษณะประเทศที่ชอบเอาเปรียบ ทำลายบ้านเมืองคนอื่น
มิหนำซ้ำยังมีหน้าไปดูถูกเขาอีก คนไทย
ความจริงหากจะว่ากันจริงๆวัฒนธรรมไทย ส่วนมากตอนนี้ที่เป็นที่ภาคภูมิใจ มีแต่วัฒนธรรมลาวทั้งสิ้น ดินแดนที่อบอุ่นวัฒนธรรมมีนำใจ ก็มีแต่ดินแดนลาวในไทย
เมื่อไหร่คนไทย จะเลิกเหยียดหยามคนในชาติตัวเอง
และแท้ที่จริง ชาติลาว เขาก็เก่าแก่กว่าชาติสยาม วัฒนธรรมเก่ามาก
Add new comment