เศรษฐกิจพอเพียง (อีกสักรอบ)

มิตรรักแฟนบล็อกทุกท่านคงทราบดีว่าผมไม่เห็นด้วยกับเศรษฐกิจพอเพียงมาตลอด ดังนั้นคงไม่ต้องออธิบายอะไรกันยาว เริ่มเลย

ฟ้าเดียวกันสัมภาษณ์ Andrew Walker จาก Research School of Pacific and Asian Studies, Australia National University ซึ่งลงไปทำวิจัยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

บทสัมภาษณ์ลงตีพิมพ์ใน ประชาไท นอกจากเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้วยังมีเรื่อง รัฐธรรมนูญหมู่บ้าน (rural constitution) ที่น่าสนใจ

ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเกษตรกรรมมีศักยภาพที่จะเป็นฐานรองรับความพอ เพียงของท้องถิ่นได้ พูดง่ายๆ คือว่าทรัพยากรทางการเกษตรมีไม่เพียงพอสำหรับรองรับวิถีชีวิตที่คนในชนบท ต้องการ อาจจะมีเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานแบบพอยังชีพเท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่วิถีชีวิตที่คนชนบทสนใจ พวกเขาต้องการให้ลูกได้รับการศึกษา ต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัย อยากดูโทรทัศน์ อยากมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ฯลฯ

ผมคิดว่าชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จำเป็นที่จะต้องมีสำนึกประเภทที่ว่าเรามีวัฒนธรรมไทยที่มีศีลธรรมชนิดที่ เป็นของแท้ดั้งเดิมอยู่จริงๆ พวกเขาต้องการไปห้างสรรพสินค้า สยามพารากอน นั่งรถไฟฟ้าขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องการปลอบใจตัวเองว่าวัฒนธรรมไทยที่มีศีล ธรรมขนานแท้นั้นมีอยู่ที่ไหนสักแห่ง พวกเขาจึงโยนไปที่ชนบท ในแง่หนึ่งพวกเขาต้องการโยนภาระทางศีลธรรมไปไว้กับชนบทไทย เพื่อพวกเขาจะดำเนินชีวิตบริโภคนิยมต่อไปได้ มีการวิจารณ์มากมายเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลทักษิณว่าสนับสนุนให้ ชาวบ้านเป็นหนี้ แต่แทบไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์หนี้บัตรเครดิตในกรุงเทพฯ เลยคนกรุงเทพฯ จับจ่ายใช้สอยจนเต็มวงเงินบัตรเครดิต แต่กลับพูดกันแต่เรื่องชาวนาซื้อโทรศัพท์มือถือ พวกเขาโยนแรงกดดันด้านศีลธรรมนี้ไปให้ชาวบ้าน

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นสินค้าสำหรับชนชั้นกลางเพื่อให้รู้สึกอุ่นใจว่าน่าจะยังมีวัฒนธรรมไทยที่มีศีลธรรมของแท้อยู่ที่ไหนสักแห่ง

ยกตัวอย่าง อันแรกซึ่งเป็นเรื่องขำขัน ผมกำลังทานมื้อค่ำกับชาวนาคนหนึ่งโดยดูโทรทัศน์ไปด้วย สัญญาณภาพแย่มากเพราะอยู่บนภูเขา เขาบอกว่า ขอโทษด้วยอาจารย์ นี่เป็นโทรทัศน์ของในหลวง ผมถามว่าหมายความว่ายังไง เขาบอก “ทีวีพอเพียง”

แนะนำให้อ่านความเห็นในประชาไทประกอบ ก็จะเห็นวาทกรรมผลิตซ้ำแบบเดิมๆ ที่เห็นจนชินตา (แต่ก็ยังเห็นอยู่) เช่น

  • เราเป็นคนไทย อยู่เมืองไทย ไหงให้ฝรั่งมาวิจารณ์
  • ความคิดของฝรั่ง คิดแบบฝรั่ง ตื้นเขิน และซับซ้อนยุ่งยาก

ขอลองบ้าง

  • เราเป็นคนไทย อยู่เมืองไทย ไหงใช้โนเกีย
  • iPhone ตื้นเขิน และซับซ้อนยุ่งยาก

อย่ามองด้านเดียวซิ

เศษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความแค่ว่า เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืช แต่มันรวมถึงคำว่า อยู่อย่างพอเพียง ใช้อย่างที่กำลังทรัพย์เราจะมี อย่ามามองด้านเดียวซิ

เอาแต่กระแหน๊กระแน โดยไม่มีเหตุผลประกอบ

อย่าลืมว่า ไม่ใช่เพราะเศษฐกิจพอเพียงหรือครับ ที่ทำให้ไทยรอดพ้น ต้มยำกุ้งปี 40 มาได้????๋

อย่าลืมว่า ไม่ใช่เพราะเศษฐกิจพอเพียงหรือครับ ที่ทำให้ไทยรอดพ้น ต้มยำกุ้งปี 40 มาได้????๋

ขอตอบว่า... ไม่ใช่ครับ

@เหลา

อยู่อย่างพอเพียง เป็นนามธรรมมากๆ ต่างจากเลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ที่จับต้องได้ชัดเจน เป็นข้อโต้แย้งที่เถียงยังไงก็ไม่มีวันแพ้

อยากให้สอนผมหน่อยว่า ถ้าผมมีเงินเดือน 30k ผมซื้อ iPhone เครื่องละ 30k แบบนี้เรียกพอเพียงหรือเปล่า ผมควรซื้อไหม

เรื่องปี 40 แบบนั้นเรียกว่า รอด รึครับ?

ท่านบอกว่า พอเพียง คือ "พอดี"
ของแต่ละคนไม่เท่ากันหรอก ถ้าอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนก็พอดีทั้งนั้น

สำหรับคนคิดอะไรเกินตัวโดยขาดความรอบคอบ คือมองโลกในแง่ดีเกินไป
ปัจจัยกระทบจากภายนอกจะเป็นตัวมาสอนเราเองว่า "พอดี" ของเรามันพอดีจริงหรือยัง

สำหรับคนขี้เกียจ ความลำบากยากจน จะเป็นตัวสอน

แนวคิดนี้มันยากตอนแรก เพราะเราคิดบวกคิดลบกันมาจนชิน เลยคิดแบบพอดี ๆ ไม่ออก ถ้าเข้าใจแล้วก็ไม่ยากหรอก เพราะ "พอดี" ไม่ใช่สุดโต่ง ถ้าสุดโต่งซิยาก

ถ้าทำเป็นแล้วมันจะแข็งแรงด้วยตัวเอง พอเราแข็งแรงแล้ว ความฉลาดบริโภคมันจะตามมาเอง

- คำติดีกว่าคำชม โดนฝรั่งด่ามั่งก็ดีแล้ว จะได้หาทางแก้ไข

จริง ๆ ตั้งแต่รัชการที่ ๖ ย้อนขึ้นไป ไทยเราเป็นผู้นำในหลาย ๆ ด้านนะ ผมยังเคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าเรายังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช เราอาจมี "ไทยโฟน" ให้แอปเปิลมาเลียนแบบก็เป็นได้
เฮ้ย! คิดแบบสุดโต่งนี่หว่า เลิก ๆๆๆ กลับมาคิดแบบพอดี ๆ ซะที ;D

@wd: ผมเห็นด้วยกับคำว่า "ของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน" แต่ผมคิดว่าเพราะคำนี้ล่ะทำให้ เศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีน้ำหนักใดๆ ในการโต้เถียง (และเราควรเลิกเอามันมาอ้างได้แล้ว)

ถ้าชาวนายากจน ซื้อ iPhone แล้วบอกว่าผมพอเพียง ใช้ตามฐานะ เราก็ไม่มีสิทธิ์อะไรไปว่าเค้าให้ไปเลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ ซึ่งในความเป็นจริงเรากลับด่าชาวนาว่าเป็นหนี้ ฟุ้งเฟ้อ ใช้เงินเกินฐานะ ฯลฯ

ถ้าพรุ่งนี้ผมไปถอย Series 5 ออกมา กู้เงินซื้อผ่อนส่ง แต่ผมคิดว่ามัน "พอดี" และ "พอเพียง" สำหรับผมเอง ก็ไม่มีควรมีคนว่าอะไร ซึ่งในความเป็นจริงก็ย่อมมีคนด่าลับหลัง

พอเพียงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำไมเราควรเอาพอเพียงไปยัดฝังหัวคนอื่นด้วยเล่า?

แสดงว่าเราไม่ "พอเพียง" กับคำด่าของคนอื่น
ผมหมายความว่า ถ้าความคิดเราอยู่ในระดับพอดี เราจะไม่เครียดกับคำด่าของคนอื่น
อาการไม่เครียดคือความพอดี ส่วนการไม่ใส่ใจหรือขุ่นใจ คือ ความสุดโต่ง

อย่าว่าแต่ Series 5 เลยครับ ท่านเจ้าของแนวคิดนี้ยังมี Roll-Royce ใช้เลย
ท่านผู้เป็นผู้ให้กำเนิดหลักนี้ (ผมหมายถึงพระพุทธเจ้า) ท่านยังอยู่ในวัดมูลค่าหลายร้อยล้านบาทเลย

แต่ที่ท่านดีกว่าเราคือ ท่าน "พอเพียง" ต่อความคิดและการกระทำของผู้อื่น
เหนือสิ่งอื่นใดคือท่าน "ไม่ติด" ในของเหล่านั้น จึงเกิดปัญญาความฉลาดอย่างเต็มที่ ในการบริหารจัดการต่อสิ่งทั้งปวง

สูตรคือ
พอเพียง = พอดี = ไม่เครียด

ถ้าผิดจากสูตรนี้ แสดงว่าเข้าใจเรื่องพอเพียงผิดแล้ว

ผมคิดว่าหากจะเถียงกันให้ได้ ก็ต้องพูดก่อนว่า เศรษฐกิจพอเพียง คืออะไร?

จากประสบการณ์ของผม ผมไม่สามารถบอกได้ว่าตกลงแล้วเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร เท่าที่ผมพบจากการใช้ทั่วๆ ไป ผมพบว่าคำอธิบายเป็นไปในเชิงนามธรรม + การปฏิเสธ

คือเป็นชุดคำขวัญกว้างๆ (พอประมาณ มีเหตุผล มีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี) และก็คำปฏิเสธจำพวก

อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง
อันนั้นไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง
อันโน้นไม่ใช่
...
ฯลฯ

ผมนึกไปนึกมาก็ค่อนข้างงง เพราะคลับคล้ายกับคำอธิบายเต๋าในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งก็ไม่ปาน

ผมลองดูในวิกิพีเดียภาษาไทย (http://th.wikipedia.org/wiki/เศรษฐกิจพอเพียง) ก็เห็นได้ว่าในบทความนั้นยังไม่ได้ให้คำตอบอยู่ดีว่าตกลงเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร

ผมดูใน เอกสารสรุปสาระสำคัญ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นแผนที่เขียนขึ้นจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผมก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดีครับ

แน่นอนว่าผมย่อมไม่สามารถเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในสิ่งที่ผมไม่รู้ว่าคืออะไรได้

อย่างไรก็ตาม หากบอกว่าแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือการดำเนินตามแนวทางด้านเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คงต้องดูวัตรปฏิบัติของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่าที่ผมดูๆ แล้วโดยรวมกว้างๆ ก็มีรูปธรรมคล้ายๆ กับกลุ่มทุนใหญ่ทั่วไปนะครับ แต่ในรายละเอียดคงต้องให้ผู้ที่ศึกษาจริงๆ มาช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติม

สรุปแล้ว ใครที่มีความรู้จริงๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง หากให้คำอธิบายได้ก็นับเป็นวิทยาทานครับ

ปล. คุณ wd ครับ ไม่ทราบว่าเคยไปมิวเซียมสยามหรือไม่ มีอยู่ห้องหนึ่งเก็บเอกสารตามหน้าหนังสือพิมพ์ช่วงปลายสมบูรณาญาสิทธิราชไทย ผมคิดว่าน่าสนใจ ให้ข้อมูลที่ดีและเข้าถึงง่ายด้วยครับ

@wd:

"(พอเพียง) ของแต่ละคนไม่เท่ากันหรอก" กับ "ถ้าผิดจากสูตรนี้ แสดงว่าเข้าใจเรื่องพอเพียงผิดแล้ว"

มันแย้งๆ กันชอบกลนะครับ

@warong: ในฟ้าเดียวกันมีบทความเรื่อง สนง. ทรัพย์สิน ที่น่าสนใจและเป็นวิชาการหลายอันครับ ถ้าผมจำไม่ผิดเหมือนในเล่มโค้กก็มี

@mk:
อ้างจาก @wd:

"(พอเพียง) ของแต่ละคนไม่เท่ากันหรอก" กับ "ถ้าผิดจากสูตรนี้ แสดงว่าเข้าใจเรื่องพอเพียงผิดแล้ว"

มันแย้งๆ กันชอบกลนะครับ

ก็คือ ความพอดีของแต่ละคนไม่เท่ากันจริง แต่อ้างจากสูตร ถ้าความพอดีคือไม่เครียด การทำอย่างไรให้ไม่เครียดมันก็เป็นเรื่องของปัจเจก แต่ละคนไม่สามารถคิดเรื่องวิธีการที่ทำให้ไม่เครียดให้อีกคนได้หรอก แค่จะบอกว่า รู้จักตัวเอง และรู้ระดับความพอดีของตัวเองยังยากเลย ปัญหาของคนปัจจุบันคือ insight

ถ้าเปรียบเทียบในเรื่องการแพทย์ การให้ยา การแนะนำการรักษา หรือการรักษาต่างๆ มันเป็นเพียงศาสตร์ที่คิดขึ้นมาจากสถิติว่า การทำเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ให้ผลดีกับคนส่วนใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว ผลที่ได้ในแต่ละคนมันจะมีัปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนผลการรักษาเสมอ ไม่มีอะไรในโลกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

ผมคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าที่คิด หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นปรัชญา แต่จริงๆ มันอาจเรียกได้ว่าเป็น วิทยาศาสตร์ส่วนบุคคล คือคนที่ปฏิบัติเท่านั้นจึงจะเห็นผล ซึ่งน่าจะสามารถพิสูจน์ได้โดยผู้ปฏิบัติ และมันสามารถ reproduce ได้ (เหมือนศาสนาประจำชาติมั้ย? เหอๆ)

แต่ข้อแย้งคือ ระดับของแต่ละคนไม่เท่ากันมันก็เลยไม่สามารถทำให้เห็นผลในวงกว้างได้ไง

@DrRider
"แต่ข้อแย้งคือ ระดับของแต่ละคนไม่เท่ากันมันก็เลยไม่สามารถทำให้เห็นผลในวงกว้างได้ไง"
เพราะระดับแต่ละคนไม่เท่ากัน (จริง ๆ แล้ว แม้ระดับของตัวเราเอง มันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ)
เลยต้องเอาความ "ไม่เครียด" มาวัด เพื่อปรับปรุงตัวเองเป็นระยะ ๆ ไป

ไม่เครียด คือ ความรู้สึกตรงกลางระหว่าง
ความกระตือรือล้นมากเกินไป มองโลกในแง่ดีเกินไป ประเมินความสามารถตัวเองสูงเกินไป เอาความหวังไปพึ่งกับสิ่งภายนอกมากเกินไป ความหลงระเริงกับความสำเร็จมากเกินไป ฯลฯ
กับ
ความเฉื่อยชา ความกลัวเกินไป ความโกรธเกินไป การมองโลกในแง่ร้ายเกินไป การขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ฯลฯ

@mk
อย่าไปติดกับเรื่องพื้นที่ ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ที่ท่านยกขึ้นมา อันนั้นเป็นตัวอย่างความพอเพียงของเกษตรกรเท่านั้น สำหรับพวกเรา ก็ต้องนำเอาแนวคิดมาประยุกต์ใช้ครับ

ความพอเพียง ไม่ใช่สิ่งคงที่หรือตายตัว แต่ต้องการการปรับประยุกต์ใช้อยู่ตลอดเวลา นั่นคือไม่ประมาท
(ถ้าเทียบกับการปฏิบัติธรรม มันจะปรับอยู่ทุกขณะจิตที่เรารู้ตัว เราเรียกตัวนี้ว่าปัจจุบันอารมณ์)

ความพอเพียง คือความสามารถในการสร้างความสุขให้ตนเอง โดยให้ปัจจัยภายนอกมีผลกระทบน้อยที่สุด คือ ไม่ต้องรอให้ข้างนอกสงบสุขเสียก่อนเราถึงสุขได้

ความพอเพียง เป็นของไม่ยาก เพียงแต่ลึกสักหน่อย เราเลยมองข้ามไปข้ามมาเสียหมด
แต่ถ้าเราน้อมมาปฏิบัติแล้วเห็นผล มันจะเข้าใจแตกฉานลึกลงไปเรื่อย
พอมองภาพรวม มันจะกลายเป็น Bazaar ที่มีความสุข ทำให้อิทธิพลของ Cathedral มีผลกระทบน้อยเต็มที
(คนละเรื่องเดียวกันนะครับ แต่ยกมาให้เห็นภาพเฉย ๆ )

@warong
ยังไม่เคยไปเลยครับ

@mk
ขอบคุณมากครับ ผมลองนึกดูบ้าง คงถึงงานวิจัยทีมอ. ผาสุกอีกชิ้นหนึ่งด้วยครับ เกี่ยวกับกลุ่มทุนต่างๆ ของไทยในการปรับตัวหลังวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ไม่แน่ใจว่ามีฉบับเต็มหรือเปล่า

@wd
ผมเห็นคุณอ้างถึงสมัยสมบูรณญาสิทธิราชครับ ผมเห็นว่าก็คล้ายคลึงกับหลายๆ เรื่อง ที่เราเองเมื่อไม่ได้อยู่ในยุคสมัยใด ก็อาจจินตนาการในแง่ดีไว้ก่อน ผมเห็นหลักฐานหนังสือพิมพ์สมัยนั้นแสดงให้เห็นว่าคนไทยยุคสมัยนั้นไม่ได้พออกพอใจอะไรกับสมบูรณาญาสิทธิราชหรอกครับ เลยแนะนำมาเผื่อเป้นข้อมูลส่วนหนึ่งได้

@wd
ผมว่าคุณกำลังมอง เศรษฐกิจพอเพียง ในแง่ที่คุณเข้าใจ (ซึ่งก็อาจจะถูกมากๆ) ซึ่งผมเห็นว่า ไม่ใช่ประเด็นของบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับงานวิจัยนี้ครับ เพราะจุดสำคัญที่กำลังมองคือ เศรษฐกิจพอเพียงที่ลงไปอยู่ในชุมชนจริงๆ เมื่อมองกับการใช้คำพูด เศรษฐกิจพอเพียง ของรัฐ และของกลุ่มคนมีอันจะกินที่พยายามจะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงดีอย่างนั้นอย่างนี้

มันก็คือพวกคนชั้นกลางในเมืองนี่เองไม่ใช่เหรอครับ ที่ไปมองว่า ชาวบ้านต่างจังหวัด ซื้อมือถือ ซื้อโทรทัศน์ ซื้อมอเตอร์ไซค์ รถกระบะ เป็นการใช้จ่ายเกินตัว ฟุ่มเฟือย ไม่ "พอเพียง" แล้วหน่วยงานรัฐเอง ก็พยายามจะโปรโมตเรื่อง "พอเพียง" โดยพยายามจะเอาภาพด้านเกษตรกรรม พยายามให้เห็นว่า คนชนบท ต้องอยู่ในวิถีชีวิตเกษตรกรรมแท้ๆ ถึงจะพอเพียง

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มันจะโต้เถียงกันได้ยังไง เพราะพอวิจารณ์จากกระแสมวลชนเรื่องพอเพียง คำประชาสัมพันธ์เรื่องพอเพียง ซึ่งสามารถจับต้องได้ชัดเจน และสามารถมีเหตุผลสนับสนุนได้ง่ายว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร คนที่สนับสนุนเรื่อง "พอเพียง" นี้ ก็จะกลับไปที่นิยามพื้นฐานว่า ความพอเพียงคือความพอดี ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น

เลยกลายเป็นว่า เพราะหลักการพื้นฐานดี (เพราะมันดีโดยนิยาม) อะไรก็ตามที่ derive มาจากมันก็ดีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

เรื่องตรรกะ ผมว่าอันนี้น่าสนใจครับ
http://www.sameskybooks.org/board/index.php?s=552bf1a78b8d17712f824724c95ee477&showtopic=9720

@wd

ผมคิดเหมือนกับคุณ chayw นะครับ คืออ่านคำตอบของคุณ wd แล้ว ผมกำลังรู้สึกเหมือนอ่านคำทำนายของนอสตราดามุส หรือไม่ก็หมอลักษณ์ คือเป็นการ “ตีความ” ให้มันตรงกับจินตภาพของเรา ตีความให้มันถูกและจริง (ซึ่งไม่ผิดอะไร เพราะว่าทุกคนเป็นแบบนี้อยู่แล้ว)

เผอิญว่าวิธีคิดผมเป็น deterministic มากๆ การจะ convince ผมได้ ก็ต้องมีตัวอย่างที่จับต้องได้เห็นจริงในทางปฏิบัติว่า เฮ้ย มันเวิร์คนะ ซึ่งตัวอย่างที่มีอยู่ในขณะนี้ ก็มีแค่นา 3 ส่วน เลี้ยงปลา 1 ส่วนอะไรเท่านั้น แต่ถ้าจะอ้างประเภทว่า ของแต่ละคนไม่ตรงกัน อะไรแบบนี้ อย่าดีกว่า

ผมยังไม่เคยเห็นความเป็นรูปธรรมของเศรษฐกิจพอเพียงต่อชนชั้นกลางเลย ไม่มีใครบอกได้ว่าวิถีชีวิตชนชั้นกลางอย่างไรจึงพอเพียง (ถ้ามีใครหาตัวอย่างมาค้านได้ ผมก็ยินดีจะเชื่อนะครับ เช่น นั่งรถเมล์ฟรีคือพอเพียง อะไรแบบนี้)

นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านลบของ ศก. พอเพียง ที่ฝ่ายสนับสนุนมักจงใจละข้ามไปไม่พูดถึง เช่น

  • ศก. พอเพียงเป็นเครื่องมือที่ชนชั้นกลางในเมือง ปัดความรับผิดชอบด้านจริยธรรมและเอกลักษณ์ของชาติให้กับชนบท (ตามบทความที่อ้าง)
  • ศก. พอเพียงเป็นเครื่องมือในการลบล้างนโยบาย ศก. ของ รบ. ทักษิณ (ดูนโยบายของรบ. สุรยุทธ์)
  • ศก. พอเพียงเป็นเครื่องมือในการถกเถียง ใครที่เถียง ศก. พอเพียง แปลว่าบ้าตะวันตก ไม่จงรักภักดี ฯลฯ

แต่ผมก็ยินดีที่จะ debate ในทุกประเด็นนะครับ คือผมคิดว่าการ debate อย่างกว้างขวาง และในเชิงลึก เนี่ยเป็นผลดีต่อแนวคิดพอเพียงในระยะยาว (ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับพอเพียงเลยก็ตาม)

ก็เปิด Web นี้ มีคนไม่เห็นด้วยกับแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง คุณอาจจะไม่เข้าใจ
- อยากให้เข้าใจนะครับว่าเศรษฐกิจพอเพียง นั้น ไม่ได้หมายความว่า ใช้ชีวิตแบบเสพสุขไม่ได้
- แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง มีมากใช้มาก หรือจะใช้เท่าที่จำเป็น หรือจะเกินตัวได้ แต่ก็ต้องเอาตัวรอดได้เช่นกัน
ตัวอย่าง คือใช้เท่าที่มี หรือจำเป็นจะต้องหาให้มี ก็จะต้องหามาให้ได้ แต่ก็ให้มุมานะอุตสาห เพียรพยายามในทางที่ถูกที่ควร เช่น ถ้าบ้านเราอยู่ในตรอก หรือซอยลึก ๆ ต้องเดินทางไปทำงานไกล ๆ เราอาจจะต้องมีมอเตอร์ไซค์ หรือถ้ามีเงินมากหน่อยก็อาจจะต้องมีรถยนต์ แล้วก็ดีกว่ามอเตอร์ไซค์ คือกันแดดกันฝนได้

** ถามว่า "ชาวนาทานหูฉลามได้ไหม" ตอบว่า "ได้" ถ้าเขามีเงินซื้อ หรือเขาเห็นว่าจะทำให้เขามีความสุขและไม่ได้เดือดร้อนอะไร ก็ทำได้ครับ
** ถามว่า "Computer มีความจำเป็นต่อคนชนบทไหม" ตอบว่า "ยุคนี้ควรจะรู้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่ต้องไปวิ่งตามหามันมาก ก็ส่งลูกเรียนหนังสือสูง ๆ เท่าที่จะสามารถ หรือลูกสนใจ เมื่อรู้จัก พอใช้เป็น ก็ให้รู้จักที่จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับครอบครัว และการงานของตัวเองครับ

***แต่ทั้งนี้ คนที่ไม่เห็นด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่า จะคิดไม่ถูก ตามที่ผมเข้าใจ การที่มีการแนะนำและสั่งสอนกันในเรื่องของเศรษฐิกจพอเพียงนั้น ก็เพื่อจะให้คนในชาติ ไม่เกิดความฟุ้งเฟ้อเกินตัว***

หากความคิดเห็นของผมไม่ถูกต้อง ก็ขออภัยด้วยครับ...

@danaiN. ถูกต้องไม่ถูกต้องคงไม่มีนะครับ และผมก็ยินดีจะสนทนาเสมอ ไม่ว่าคิดต่างคิดเหมือนอย่างไร

ผมขอย้ำประเด็นของผมอีกที

  • คำกล่าวของฝ่ายสนับสนุนพอเพียง คือ “เท่าที่จำเป็น” “เท่าที่มี” “ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินตัว” ซึ่งมันเป็น abstract มากๆ
  • ผมต้องการวิถีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม (discrete) เช่นว่า ผมมีเงินเดือน xxx บาท อาศัยอยู่ในโซน xxx ของกรุงเทพ ต้องเดินทางวันละ xxx โดยวิธี xxx ผมควรจะใช้เงินเดือนละเท่าไร ถึงจะนับว่า “พอเพียง”
  • ซึ่งจุดนี้ไม่เคยมีใครให้ผมได้ เพราะทุกคนก็บอกว่า “แต่ละคนไม่เหมือนกัน”
  • ดังนั้นผมเลยไม่เห็นประโยชน์ของพอเพียงเลย เพราะต่อให้ไม่มีแนวคิดพอเพียงออกมา เราก็บอกว่า “แต่ละคนไม่เหมือนกัน” ได้ตั้งแต่ต้น

ผมคิดว่าการที่พอเพียงจะก้าวข้ามการเป็นแค่ “แนวคิด” มาเป็นวิถีปฏิบัติในโลกจริงได้ ต้องมีแผน implementation ที่จับต้องได้ ปฏิบัติซ้ำได้ พิสูจน์ได้ว่าทำตามแล้วจะดี เห็นผล ไม่ใช่เป็นแค่ myth เหมือนทุกวันนี้ว่ามันดีเพราะ “ในหลวงบอกว่าดี” หรือ “แนวคิดมันฟังดูดี”

ผมว่าสูตรข้าว 1 ส่วน ปลา 1 ส่วน (ไม่รู้ตัวเลขหรอกนะ) อันนั้นโอเคเลยสำหรับผม เพียงแต่สูตรสำหรับชนชั้นกลางอยู่ที่ไหน? ไม่เคยมีใครตอบคำถามผมได้เลย ทุกคนก็ใช้ชีวิตกันตามปกติ แล้วสามารถบอกว่า “ชั้นพอเพียงแล้วนะ” ได้เสมอโดยที่ไม่มีใครเถียงได้

ถ้าสามารถวัดคำว่า "ความสุข", "ความทุกข์" ออกมาเป็นตัวเลขได้ ก็คงจะดี

ออกตัวก่อนว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า"พอเพียง"ที่ว่า จริงๆแล้วมันเป้นยังไงแน่
เพียงแต่ตอนนี้ทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ เลยเอามาแชร์ประสบการณ์ เผื่อว่ามันอาจจะจะเป็นรูปธรรม อย่างที่ mk ต้องการ แต่ถ้ามันผิดถูกยังไงก็รบกวนแนะนำด้วยนะครับ

คือบริษํทผมเป็น travel agency เล็กๆที่เพิ่งเปิด เงินทุนหมุนเวียนมีจำนวนน้อย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ มีลูกค้าบางรายที่ต้องการได้เครดิต 15 วันในการจ่ายเงิน ในแง่หนึ่งมันเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจมาก เนื่องจากลูกค้าที่ว่ามีประวัติการจ่ายเงินที่เชื่อถือได้ และกำไรที่จะได้จากการรับข้อเสนอนี้อยู่ในระดับที่สูง แถมยังเป็นการติดต่อซื้อขายต่อเนื่องระยะยาว เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของบริษัท แต่การจะรับข้อเสนอที่ให้ลูกค้าสามารถจ่ายเครดิต 15 วันนั้น ผมจำเป็นต้องไปกู้ยืมซึ่งก็มีความเสี่ยงในตัวมันเองอยู่แล้ว และจากประสบการณ์ การบริหารการเงินอันน้อยนิดของผมเองอาจจะทำให้เจอปัญหาสภาพคล่องได้

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ผมตัดสินใจไม่รับข้อเสนอที่ว่า ใช้วิธีรับเป็นงานเล็กๆไปก่อน จนกว่าจะมีสภาพคล่องพอที่จะรองรับการให้เครดิตแบบที่ว่าได้

ผลที่ได้ ต้องยอมรับครับ ว่าเสียดาย แต่ก็ไม่รู้ทำไมครับ มันสบายใจพิกล ทั้งนี้การตัดสินใจเกิดจากการรวบรวมข้อมูล และทำการประเมินความเสี่ยงแล้วว่า ถึงแม้จะรับข้อเสนอไปก็มีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำนะครับ (กลัวจะหลงประเด็นไป)

@ripmillar ผมไม่มีปัญหาว่าผิดถูกหรือเปล่า และขอบคุณมากที่ให้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมา อย่างน้อยเราก็มีอะไรสักอย่างให้ discuss กันได้ว่า อันนี้ดีไม่ดีแค่ไหนอย่างไร

ไม่ใช่ตอบแบบครอบจักรวาลว่า "ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน" ซึ่งไม่มีค่าใดๆ ควรแก่การถกเถียงเลย

อ่า ตามอ่านอยู่สักพักแล้วครับ พอจะทราบจุดประสงค์ของเจ้าของเว็บแล้วจาก คคห. ด้านบน อีกทั้งอ่านคคห. ที่ผ่านมาก็ค่อนข้างหงุดหงิดคือให้คำตอบคุณไม่ได้จริงๆ และผมก็เบื่อคำตอบประเภทนี้เช่นกัน จะรวบรวมพลังตอบให้ครับ

* คำกล่าวของฝ่ายสนับสนุนพอเพียง คือ “เท่าที่จำเป็น” “เท่าที่มี” “ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินตัว” ซึ่งมันเป็น abstract มากๆ

- อันนี้ถูกต้อง abstract มากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการตัวเลข แต่สำหรับผมมันเป็น common sense นะ อย่างเช่น ถ้าถามว่ารู้จักคำว่า "ประหยัด" ไหม เข้าใจความหมายของมันมั้ยแล้วทำเป็นหรือเปล่า ต้องถามหรือไม่ครับว่าประหยัดนี่เท่าไรจึงเรียกว่าประหยัด

* ผมต้องการวิถีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม (discrete) เช่นว่า ผมมีเงินเดือน xxx บาท อาศัยอยู่ในโซน xxx ของกรุงเทพ ต้องเดินทางวันละ xxx โดยวิธี xxx ผมควรจะใช้เงินเดือนละเท่าไร ถึงจะนับว่า “พอเพียง”

- ตอบเหมือนด้านบน แต่ถ้าต้องการตัววัดก็ต้องทำเป็นแบบทดสอบพอเพียงและให้แต้ม ซึ่งปัจจุบันเท่าที่ทราบยังไม่มี มีที่ใกล้เคียงก็อย่างพวกวัด HPI http://www.itint.co.uk/hpisurvey/, ecological footprint http://myfootprint.org/ บอกได้ครับ ใกล้เคียงกับพอเพียงเช่นกัน

* ซึ่งจุดนี้ไม่เคยมีใครให้ผมได้ เพราะทุกคนก็บอกว่า “แต่ละคนไม่เหมือนกัน”

- ไม่ชอบคำตอบแบบนี้เช่นกัน เพราะสำหรับผมแต่ละคนมันเหมือนกันแฮะ คือ ให้สรุปผลรวมแล้วน้อยที่สุดหรือไม่เยอะเกินไป (ไม่มีตัวเลขนะครับว่าเยอะไปนี่แค่ไหนเรียกว่าเยอะ) ตัวอย่างเช่น วันนี้คุณนั่งเครื่องบิน แต่ชีวิตปัจจุบันคุณเดินหรือปั่นจักรยานไปทำงาน อันนี้ก็พอเพียงกว่า คนที่ทั้งนั่งเครื่องและขับรถส่วนตัวไปทำงานถูกไหม

* ดังนั้นผมเลยไม่เห็นประโยชน์ของพอเพียงเลย เพราะต่อให้ไม่มีแนวคิดพอเพียงออกมา เราก็บอกว่า “แต่ละคนไม่เหมือนกัน” ได้ตั้งแต่ต้น

- อันนี้เห็นด้วย ก็ถ้าแต่ละคนไม่เหมือนกันจะมีคำว่าพอเพียงไปทำอะไร สำหรับผมพอเพียงก็คือพอเพียง ประหยัดก็คือประหยัด แต่ละคนจะไม่เหมือนกันได้อย่างไร

@tee ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบครับ ไม่เคยบังคับ อยากมีชีวิตพอเพียงก็ตามสะดวกไม่มีปัญหา เพียงแต่ถ้าจะมา convince ผมก็ควรมีอะไรเป็นน้ำเป็นเนื้อมาตอบบ้าง ชีวิตเราอยู่ด้วยวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น

ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบครับ ไม่เคยบังคับ

bias พวกนี้ มาจากไหนครับ ไหนบอกอยากคุยไงครับ ผมอยากตอบสิ่งที่คุณถามจริงๆ ซึ่งครั้งนี้มีคำตอบให้ตอบ เหตุเพราะว่าครั้งนี้คำถามคุณชัดเจน ไม่ใช่การกระแหนะกระแหนอย่างที่ผ่านมา

สรุปว่าคำตอบผมชัดเจนแล้วยัง ถ้ายังผมก็อยากคุยต่อ คำพูดอะไรที่อ่านแล้วทำให้ bias ออกมาแบบนี้บอกมาชี้แจงได้ บางครั้งการพิมพ์มันสื่ออารมณ์ไม่ได้ครบถ้วน แต่ไม่ใช่เริ่มด้วย bias แบบนี้นะครับ แล้วจะ discuss อย่างวิทยาศาตร์ต่อได้อย่างไร

> ผมก็เบื่อคำตอบประเภทนี้เช่นกัน

ประโยคนี้ของคุณ ไม่ได้แปลว่าไม่อยากตอบรึครับ

คนอื่นเค้าอยากตอบมีเยอะแยะ ผมก็ยินดีคุยครับ แล้วก็ไม่เห็นมีใครแสดงความเบื่อหน่ายแบบคุณเลย ผมว่าคุณเป็นฝ่ายกระแหนะกระแหนมากกว่านะ

ผมเบื่อกับคำตอบเหมือนที่คุณเบื่อตะหาก เช่นที่ว่า "พอเพียงแต่ละคนไม่เหมือนกัน" อะไรอย่างงี้ ผมไม่ได้เบื่อคุณ ถ้าเบื่อผมคงไม่มาตอบหรอกครับ

นี่ไงครับการชี้แจง อะไรที่คุณเข้าใจผิด จะคุยต่อหรือเปล่าครับ ผมอยากคุยกันฉันมิตรถ้ายังมีอะไรที่อ่านแล้วไม่อยากคุยด้วยก็แจงมาอีกครับ

@tee อ้อ โอเคครับ ขอโทษที่เข้าใจผิดไป ตอบละ

- ผมเรียนเรื่องประหยัดตั้งแต่ประถม (หรืออาจจะอนุบาล) สมัยเด็กๆ ผมหยอดกระปุกหมู เอาเงินไปฝากออมสิน ถ้าพอเพียงมีความหมายแค่เท่ากับประหยัด ทำไมเราต้องมีพอเพียง ทำไมเราต้องตื่นเต้นกับพอเพียง ทำไมข้างทางด่วนถึงมีป้ายพอเพียง ฯลฯ อันนี้เป็นคำถามด้านนิยาม สรุปว่าด้วยนิยาม (ไม่ใช่ตัวบุคคล) พอเพียงมีเรื่องอะไรที่ breakthrough หรือเปล่า
- ผมเห็นด้วยว่าถ้าภูมิหลังของแต่ละคนเท่ากัน (เช่น อยู่พื้นที่เดียวกัน ทำงานได้เงินเดือนเท่ากัน) สูตรความพอเพียง (อย่างน้อยในภาพกว้าง) ก็ควรจะเหมือนกัน ในเมื่อคุณ tee เห็นตรงกับผมในข้อนี้ ผมก็ขอ challenge คนอื่นๆ ว่า หาสูตรมาให้ดูหน่อย สูตรนี้มันต้องมีแน่แค่ว่าจะหามาได้หรือเปล่า ในเมื่อชาวนาก็ยังมีสูตรได้

พอเพียงที่ผมนิยามเทียบกับประหยัดนั้นเพราะผมเห็นว่าใกล้เคียงกัน แต่พอดีว่าคำนี้มีตัวทฤษฎีรองรับตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ (สูตรที่นา บ่อปลา อะไรนั่นแหละครับ) มันจึงกินความหมายครอบคลุมหลายอย่างมากกว่าคำว่าประหยัด ทีนี้เรื่องที่มีการโหมประโคมตามทางด่วนนี่ ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าบุคคลที่เป็นเคารพรักที่สุดเป็นคนประทานดังนั้นอะไรๆ มันจึงต้องออกมาดีไปหมด ห้ามพูดในแง่ร้าย และออกมาในลักษณะโอเวอร์ได้ แบบนี้ก็เรียกว่าไม่พอเพียงเหมือนกัน

ส่วนเรื่องสูตรนั้นในหลวงคิดเพื่อให้แง่กับเกษตรกรเพราะเค้าอยุ่กับปัจจัยทำกินใกล้กว่าเราๆ ที่อยู่ในเมือง และเกษตรกรไม่สามารถปรับตัวได้ทันคนในเมือง จึงเป็นกลุ่มแรกที่ในหลวงต้องการช่วยเหลือ ทีนี้ถ้าเราต้องการจะปรับใช้ก็ต้องดูว่าเกษตรทฤษฏีใหม่เป็นอย่างไร แล้วเราอยู่ในเมืองจะทำได้สักเล็กน้อยบ้างไหมมันอยู่ที่เรา ถ้าอยากได้สูตรจริงๆ ผมว่าดูตามตัวอย่าง link ที่ผม post ข้างต้นเรื่อง hpi กับ eco footprint แล้วเอามาทำบ้างน่าจะใช้ได้ แต่ปัญหาคือใครจะเป็นคนบอกได้ว่า การทำอย่างนั้นอย่างนี้จะได้แต้มพอเพียงเท่าไร

ออกตัวอีกนิดก่อนว่าผมไม่ได้เป็นองครักษ์พิทักษ์กษัตริย์หรืออยู่ในลัทธิพอเพียงนิยม ผมไม่ต่างจากคุณที่เชื่อและนิยมในแนวทางทุนนิยม เพียงแต่ว่าทุนนิยมสุดโต่งมันไม่น่าพิสมัยและอย่างการกลับไปยังสังคมเกษตรกรรมสุดโต่งก็ไม่ใช่เส้นทางที่น่าพิสมัยเช่นกัน นี่ก็เรียกว่าพอเพียงเหมือนกันครับ จะเห็นว่ามันไม่มีตัวเลขนะครับอันนี้คือสิ่งที่ผมไม่รู้จะบอกให้คุณเชื่อได้อย่างไรเพราะมันวัดไม่ได้แต่รับรู้ได้

พอเพียงไม่ได้ปฎิเสธวัตถุนิยม พอเพียงอยู่ตรงกลางเสมอไม่ได้ไปทางซ้ายหรือขวา การที่คุณสนับสนุนการใช้งาน opensource และเน้นการ "อยากได้อะไรต้องทำเอง" ก็แล้วแต่ ล้วนเป็นแนวทางการพึ่งตนเองทั้งสิ้น ก็นับว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเช่นกัน

ผมจะติดตาม blog นี้เสมอครับ หมดเรื่องคุยเมื่อไรก็หยุดครับ เพราะนี่ไม่ใช่การคุยกันสองคนแต่คนที่เข้ามาอ่านจะได้ประโยชน์ด้วย

@mk

-ผมเข้าใจแล้วหล่ะว่า คุณต้องการคำอธิบายแบบใดสำหรับ ศก.พอเพียง มันก็ฟังดู abstract อย่างที่คุณกล่าว ผมก็เห็นด้วย...แต่..."ตามความเข้าใจของผมนะ"
ตอนที่เราเรียนคณิตศาสตร์ กลศาสตร์ วิชาต่าง ๆ นั้น มันจะมีสูตรตายตัว มีหลักการ วิธีการคำนวนที่แน่นอน....แต่
เมื่อเราต้องออกมาทำงาน ที่หน้างานจริงนั้น มักจะต่างจากตำรา ไม่มากก็น้อย เราในฐานะที่ศึกษามาเป็นอย่างดีก็จะต้องใช้วิชาที่เรียนรู้มาประยุกต์ใช้กับหน้างานจริง อาจจะไม่ทำให้งานสำเร็จสมบูรณืแบบ 100 % แต่ก็ถือว่าทำงานสำเร็จ ซึ่งอีกคนอาจจะทำสำเร็จ 70% อีกคนหนึ่งอาจจะทำได้ 80% ตามแต่ละองค์กร หน่วยงาน หรือตัวเราเองจะตั้งเป้าหมายไว้ ก็ว่ากันไป ตามแต่ละคนที่จะนำหลักการของวิชามาประยุกต์ใช้กับงาน หรือชีวิตประจำวัน
และ ศก.พอเพียง ก็เหมือนกัน ผมก็เข้าใจอย่างที่กล่าวมา คงจะไม่มีสูตรตายตัวหรอกครับ เราจะต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสำหรับตัวเราเองมากกว่าครับ

ผมคิดว่าการที่วัดไม่ได้แต่รับรู้ได้ เป็นเพราะเราด้อยความสามารถในการหาวิธีวัดมันเอง (เรา หมายถึง มนุษยชาติ) ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยวัดปริมาณน้ำฝน หรือความเร็วแสงออกมาเป็นตัวเลขได้ อีกสิบปีร้อยปีเดี๋ยวมันก็ทำได้เอง เพียงแต่การจะบอกว่ามันวัดไม่ได้ตลอดไป ก็คงไม่ถูกนัก

ผมคิดว่าเราต้องนิยามพอเพียงออกเป็นหลายสาย ผมเชื่อว่าพอเพียงกระแสหลักที่โปรโมทตามหน้าสื่อ และนักวิชาการอิสระ คือการปฏิเสธทุนนิยม โดยเอาตัวบุคคลมาบังหน้าเพื่อเพิ่มน้ำหนักในการหักล้างฝ่ายตรงข้าม

ผมไม่มีปัญหาว่าใครจะเชื่อในแนวทางไหน เพียงแต่ผมจะเกลียดมากถ้าเจอพวกปากว่าตาขยิบ ถ้าชอบทุนนิยมก็ยอมรับมาตรงๆ ความเท่ไม่ได้หดหาย ผมอยากได้ iPhone ผมก็บอกตรงๆ ไม่ต้อง pretend ว่าเป็นพอเพียงแต่อย่างใด

ถ้าไม่ใช่พวกวัตถุนิยม ก็ควรใช้ชีวิตให้ตรงกับที่ปากว่าด้วย ส่วนใหญ่เห็นด่าทุนนิยม แต่ก็ขับแคมรี่กันทั้งนั้น

ส่วนพวกนิยมพอเพียงนี่เถียงสู้โคตรยาก เพราะทุกอย่างเป็นพอเพียงหมด มากก็พอเพียง น้อยก็พอเพียง เถียงอะไรไปก็แพ้ พอเพียงจึงไม่สมควรมีอยู่

ผมยินดีที่ได้คุยกับคุณ tee ครับ

ผมจึงพยายามบอกหลายครั้งว่าเราต้องแยกให้ออก พยายามอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบว่าแบ่งขาวแบ่งดำเพราะทุกอย่างมันหลากหลาย เอาตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นชัดตอนนี้นะครับ เอาเรื่องการเมืองละกัน ถ้าเราเห็นว่าพันธมิตรอยู่ข้างเผด็จการแล้วฝั่งรัฐบาลมันจะเป็นประชาธิปไตยหรืออย่างไร อะไรทำนองนี้

เรื่องการวัดผล ผมเชื่อว่าวัดได้ อย่าง HPI เป็นดัชนีชี้วัดความสุข ที่วัดได้บ้าง ซึ่งอีกหน่อยก็ต้องมีดัชนีชี้วัดความพอเพียง แต่ตอนนี้ผมบอกไม่ได้เพราะมันยังไม่มี แต่ยังไงก็น่าสนใจดี จะเก็บเอาไว้ถ้าผมมีเวลาพอจะทำมัน

> ผมยินดีที่ได้คุยกับคุณ tee ครับ
คืออันนี้จบบทสนทนาแล้วยังครับ จบแล้วก็จบนะครับ ไว้คุยกันโอกาสหน้า ถ้ามีพอเพียงอีกสักครั้งๆ

@tee มีอีกหลายรอบแน่นอนไม่ต้องเป็นห่วง

@mk
เออใช่ ๆ สิ่งที่คุณ mk ทำมาแล้ว และกำลังทำอยู่ รวมทั้งแนวคิดทั้งหลายน่ะ ผมว่ามันเป็นเศรษฐกิจพอเพียงทั้งนั้นเลยนะ

ทุนนิยมและสังคมนิยม มาจากการใช้วัตถุนิยมเป็นฐานการศึกษา
แต่พอเพียงนิยม มาจากการใช้จิตนิยมเป็นฐาน
มันเลยบัญญัติขอบเขตยาก เพราะพื้นฐานจิตคนมันไม่เหมือนกัน

ยกตัวอย่างว่า
รัฐมนตรีโกงเงินสักพันล้าน กับคนจนแอบโขมยข้าวมากินสักถุงนึง คนจนเครียดต่อการกระทำของตัวเองมากกว่า
กับ
รัฐมนตรีบริจาคการกุศลสักล้านนึง กับคนจนร่วมทำบุญสักร้อยนึง คนจนมีปีติมากกว่า

สองกรณีนี้ ถ้าเรามาบัญญัติเป็นตัวเลข มันจะผิดความหมายไปไกล

ถ้าลองหมั่นสังเกตุจิตตัวเอง ถึงการมีอยู่ของความสุขความทุกข์ แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่คุยกัน มันจะไม่เป็น abstract อีกต่อไป เพราะเราเห็นมันปรากฎชัดอยู่ในใจเราเอง มันจะให้คำตอบชัดอยู่ในตัวเองโดยไม่ต้องไปถามใคร ว่าวิธีนั้นวิธีนี้มันถูกต้องหรือไม่

ผมขอ share ตัว model ของผมบ้าง
ถ้าผมเพิ่มตัวแปรตัวนึงเข้าไปเพื่อใช้เป็นจุดกำหนดความพอเพียง
นั่นคือความพอเพียงจะเปลี่ยนตาม "บางอย่าง" ที่เรากำหนดขึ้น ใน model นี้ผมใช้จริยธรรมเป็นตัวแปรที่ว่า
เลยได้ออกมาอย่างนี้ครับ

http://twitpic.com/789w/full

แล้วแต่ว่าบริโภคแล้วเงินจะไปอยู่ในกระเป๋าใครไหม

ถ้าไปอยู่ที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปูนซีเมนต์ไทย ไทยพาณิชย์ อะไรพวกนี้
ก็เรียกได้ว่า พอเพียง

อย่างกินเบียร์ช้างก็พอเพียง / กินเหล้าต้มเองในหมู่บ้านไม่พอเพียง
กินไก่เชสเตอร์ของซีพีก็พอเพียง / กินไก่บ้านไม่พอเพียง

เพราะท่านเจ้าสัวขยันบริจาคเพื่อพระราชกุศล ทำบุญก็เลยพอเพียงไง

อะไรทำนองนี้

เห็นมีอ้าง “ทฤษฎีใหม่”

เราว่า “ทฤษฎีเก่า” ก็พอเพียงนะ

แต่มันไม่เพียงพอสำหรับคนบางกลุ่ม เขาเลยไม่อยากได้

@chanwit

ผมว่าแบบนี้เจ๋งแฮะ เอาหลักพวกมาร์โลว์มาจับต่อ พัฒนาได้อีกเยอะเลย ดีกว่าพวกพอดีคือพอเพียง ไม่มากไป ไม่น้อยไป ห้าพันเท่า

@wd เข้าใจผมผิดไปไกลเลยครับ ผมทำโอเพนซอร์สเพราะมองว่ามันเป็น optimal solution ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ไม่มีจิตนิยมอะไรเลย ทุนล้วนๆ

ผมใช้ MacBook Air เดินไปไหนมาไหนแล้วสาวกรี๊ด นี่กำลังว่าจะไปซื้อ iPhone 3G อยู่ ขึ้นเครื่องบินก็อยากจะนั่ง business บ้างมันนอนได้ แต่ฐานะยังไม่ให้ ตั้งเป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิตว่าขอรวยแบบขึ้น business ได้ทุกเที่ยว

ผมไม่เคยสังเกตจิตตัวเอง ทุกวันนี้นั่งดูแต่ pageview, subscriber และเงินในบัญชี

@วัลลี

ชอบครับชอบๆ

@วัลลี
แค่คิดก็เครียด (แค้น) แล้ว ฉะนั้นจึงขัดหลัก "พอเพียง = พอดี = ไม่เครียด"

ส่วนทฤษฏีเก่าที่ว่านี่มันเรื่องนอกตัวทั้งนั้น เราอ่านแล้วเหมือนรอความหวังที่เราไม่มีส่วนในการร่วมสร้าง
ความพอเพียงมันเป็นการสร้างจากกำลังของเราเอง สามารถทำได้เลย ทุกเวลาด้วยซ้ำไป แม้แต่ทำกับความคิด เมื่อประสบผลแล้วจึงแผ่ออกไปภายนอก

@mk
สำหรับเมืองไทย ความพอเพียงหรือพอดี คืออะไรก็ตามที่ทำให้เราพึ่งตนเองได้มากขึ้น ลดปัจจัยผลกระทบจากภายนอกได้มากขึ้น
ส่วนความพอดีของพม่าก็เป็นของพม่านะ ห้ามบอกว่าให้กำหนดหลักให้เหมือนกัน

ผมก็กำลังจะซื้อ 3G ให้แฟนอยู่เหมือนกัน ;D
ส่วนนั่งเครื่องบิน ถ้าเอาเงินค่าเทอมมานั่ง business class ถึงจะหลุดความพอดี แต่ถ้าเงินถึงก็นั่งได้

ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังใช้หลักพอเพียงก็คือ จะไตร่ตรองมากขึ้น รอบคอบมากขึ้น ไม่คิดด้านดีด้านเดียว ไม่คิดด้านเสียด้านเดียว ไม่คิดเข้าข้างตัวเองอย่างเดียว
เท่านั้นแหละ ส่วนวิธีปฏิบัติมันจะไปเหมือนอะไรก็ตามเถอะ แต่ใส้ในมันไม่เหมือนเดิมแล้ว

ภาพของคุณ chanwit บ่งบอกได้ยอดมาก เพราะเพียงคำพูด (พอประมาณ ไม่มาก ไม่น้อย) อาจไม่สามารถบอกได้เพราะการคีความของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

blog นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างสมดุล (พอเพียง) ให้กับคำๆนี้และก่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น กว่าการถกเถียงอย่างที่เห็นกันในเว็บบอร์ดหลายแห่ง

ขออนุญาตนำรูปไปใช้นะครับ

มั่งด้วย

"อาจจะมีเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานแบบพอยังชีพเท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่วิถีชีวิตที่คนชนบทสนใจ พวกเขาต้องการให้ลูกได้รับการศึกษา ต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัย อยากดูโทรทัศน์ อยากมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ฯลฯ"

- อาจจะมีเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานแบบพอยังชีพเท่านั้น
-- ก็แปลว่าพอเพียงแล้วไง ถูกต้องที่สุด

- แต่นั่นไม่ใช่วิถีชีวิตที่คนชนบทสนใจ พวกเขาต้องการให้ลูกได้รับการศึกษา
-- สอนเองสิ วิชาไถนา วิชาดำข้าว วิชาตกปลา ลูกจะเรียนเคมีฟิสิกซ์ไปทำไม

- ต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัย อยากดูโทรทัศน์ อยากมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ฯลฯ
-- ก็แปลว่าไม่พอเพียงไง

อีกนิดเรื่องแผนภาพของคุณ chanwit (เกษตรศิริ ?) แผนผังนี้อาจต้องระบุคำอธิบายยาวเหยียดแบบบันไดแต่ละขั้นของ มาสโลว์ ด้วยเช่นกัน ถ้าหากมีใครอาสาเป็นเจ้าภาพ ยินดีจะช่วยเขียนด้วย เอาไว้ใน wiki ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน

> ต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัย อยากดูโทรทัศน์ อยากมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ฯลฯ
> ก็แปลว่าไม่พอเพียงไง

แต่ถ้าต้องการเพียงเท่านี้ก็ย่อมพอเพียงกว่าคนที่ต้องการมากไปกว่านี้ จึงไม่อาจสรุปได้ในทันทีว่าแบบนี้ไม่พอเพียงครับ

ผมว่ายิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนกับว่า "พอเพียง" มันเป็นศาสนามากกว่าแนวคิดที่เอาไปปฏิบัติจริงได้
เรื่องพอเพียงนี่มันมีครบองค์ประกอบที่ศาสนาหนึ่งจะพึงมีเลยนะ ทั้งศาสดา นักบวช (ผู้เผยแพร่) แล้วก็ศาสนิกชน (สาวก) ทั้งหลาย สิ่งที่มันไม่เหมือนคือว่า กฏหมายบ้านเรากำหนดเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่ศาสนาพอเพียงนี่เราไม่มีทางเลือก ต้องสมาทาน หรือไม่ก็ออกจากประเทศไปซะ เพราะไม่ใช่คนไทย

@pittaya
> ผมว่ายิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนกับว่า "พอเพียง" มันเป็นศาสนา

ผมเห็นตรงกันครับ ค่อนข้างชัดเจนในความคิดผมว่าเป็นการกำหนดให้ออกมาอยู่ในรูปแบบนั้นเพื่อใช้ถ่วงดุลย์ความสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง

> แต่ศาสนาพอเพียงนี่เราไม่มีทางเลือก ต้องสมาทาน หรือไม่ก็ออกจากประเทศ
> ไปซะ เพราะไม่ใช่คนไทย

แต่ส่วนนี้ผมไม่(อยากที่จะ)เห็นด้วยแฮะ

@tee
> อีกนิดเรื่องแผนภาพของคุณ chanwit (เกษตรศิริ ?)

มิได้ครับ ผมไม่ใช่ท่านชาญวิทย์ เกษตรศิริ

@มะระ
สรุปว่าเราตัดสินแทนคนอื่นได้ใช่ไหมครับ ว่าอะไรพอเพียงหรือไม่

@wd
ถ้าอย่างนั้นแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือการที่คนรวยก็รวยต่อไป เพราะทำอะไรก็ได้ไม่เดือดร้อน แล้วคนจนก็ควรจะอยู่อย่างจนต่อไป อย่างนั้นหรือครับ

บางคนอาจจะมองเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องจิตนิยม แต่ก็มีคนดันเอาฐานวัตถุนิยมไปบอกคนอื่นว่าไม่พอเพียง เสร็จแล้วพอโดนโต้กลับ (อภิปรายบนฐานวัตถุนิยมมันจับต้องง่าย เถียงง่าย) ก็ถอยกลับมาตั้งบนฐานจิตนิยม ทั้งหมดนี้ ผมเลยยังมองว่า การโหมประชาสัมพันธ์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการเมืองล้วนๆ ครับ เพราะไม่ได้มีอะไรใหม่จากคำสอนของสิทธารถะเลยแม้แต่น้อย แค่เปลี่ยนศาสดาเท่านั้นเอง

@pittaya
อ่านแล้วเหมือนเห็นศาสนาเป็นเครื่องถ่วงความเจริญ รู้สึกเศร้าครับ
ผมรู้สึกเศร้า เพราะเพื่อน ๆ รุ่นผมที่มีความสุขความเจริญ เขาหันเข้าหาศาสนากันทุกคน

@chayw
> ถ้าอย่างนั้นแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือการที่คนรวยก็รวยต่อไป เพราะทำอะไรก็ได้ไม่เดือดร้อน แล้วคนจนก็ควรจะอยู่อย่างจนต่อไป อย่างนั้นหรือครับ

เป็นไปตามความสามารถของแต่ละคนครับ อย่างน้อยผมก็มีเพื่อน ๑ คน ที่ใช้หลักนี้แล้ว จากที่ครอบครัวค่อนข้างยากจน เดี๋ยวนี้มันมีทรัพย์สินเป็นพันล้านแล้วครับ
และมีเพื่อนอีกหลายคนที่ดูแล้ว "ไม่ตกต่ำ" แน่นอน
ที่สำคัญคือเพื่อนผมพวกนี้ ดูมีความสุขกันทุกคน

ผมบอกว่า อย่าไปติดในตัวอย่างที่ในหลวงท่านยกมา เพราะท่านยกมาสำหรับเกษตรกรที่เขาคิดไม่เป็น สำหรับพวกเราที่คิดเป็นแล้ว คงไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างทุกกรณี สำคัญคือให้เข้าใจ ถ้าเข้าใจแล้วประยุกต์ใช้ได้ทุกกรณ๊

ถ้าจะเปรียบกับรถยนต์แล้ว ความพอเพียงก็เหมือนกับการมาบอกว่า รถยนต์น่ะมันต้องมีทั้งส่วนเร่ง คือเครื่องยนต์และคันเร่ง และส่วนหยุด คือเบรก
สำหรับประเทศไทยที่ท่านมาบอกเรื่องพอเพียงน่ะ ตอนนั้นมันเหมือนกับติดเครื่องเร่งไม่หยุด ท่านจึงมาบอกว่าให้ติดเบรกเข้าไปด้วย
แต่ถ้าบังเอิญช่วงนันพวกเราเหยียบแต่เบรค ท่านก็คงต้องบอกว่าให้เหยียบคันเร่งเพิ่ม เท่านั้นเอง

แต่ผมว่า รถที่มีเบรกน่ะ วิ่งเร็วกว่าและปลอดภัยกว่ารถที่มีแต่คันเร่งนะ

อ่านแล้วผมเห็นด้วยกับทุกๆท่าน

ไม่รู้ตัวเองเป็นชนชั้นกลางไหม แต่อยากออกความเห็นคะ เคยมีเงินเดือนๆละ 70,000 บาท ใข้สำหรับการเดินทางไปทำงาน 10000 บาท การกินเอง (ต้องทำงานกินบนโต๊ะทำงาน) เดือนหนึ่ง 12000 เสื้อผ้าต่อเครื่องใช้เดือน 10000 บาทให้พ่อแม่ 10000 บาท การอยู่อาศัย 10000 บาท ค่าภาษีและภาษีสังคม 10,000 บาท(ไม่เคยน้อยกว่านี้เลย) ค่าประกัน และ หัก เงินสะสม 5000 บาท เหลือแค่ 3000 บาทต่อเดือน บอกตัวเองทุกเดือนว่าถ้าจะใช้อะไร อีกต้องไม่เกิน3,000 บาท ทำบัญชีทุกวัน
ตอนนี้ตกงานมีรายได้ จากการซื้อมาขายไป เคยอยากตายเหมือนกัน รับไม่ได้ กลับมาดูตนเอง บอกพ่อแม่ไม่มีให้แล้วนะ ท่าน OK ไม่เคยทำให้เสียใจ เสื้อผ้าใหม่ไม่ซื้อ ใช้ Mix and match กลับไปอย่อาศัยบ้านแม่ กินอาหารมื้อละ 50 บาท ตกเดือนละ 4,500 บาทการเดินทาง ยังต้องมีประมาณ 3000 บาท ตอนนี้มีเป้าหมายว่าทุกเดือนต้องมีเงินเข้า 10,500 จึงเพียงพอ ทุกวันนี้มีประมาณ 12,000 เหลือเพิ่มขึ้น เพื่อนมีเหมือนเดิม และมีประโยคถามตัวเองก่อนเสมอว่า สิ่งที่เราต้องการซื้อเป็นความอยากหรือจำเป็น เช่นโน๊ตบุ๊ก เก็บเงินซื้อเพราะต้องใช้ ก็ซื้อ แต่โทรศัพท์มือถือจากเคยอยากได้ เครื่องละ 70000 บาท ตอนนี้ใช้ 1000 บาทเพราะใช้เพียงโทรเข้ารับสาย สิ่งที่ทำให้คิดได้คือคำว่าทฤษฎีพอเพียง ที่ท่านสอนให้สามารถพึ่งพิงตนเองได้ เอาหลักการของท่านมาดูว่าทำได้ไหม เช่นปลูกผักสวนครัวไหม พยายามปลูกเต็มที่เท่าที่ทำได้ เพื่อประหยัดและสะอาด

สวัสดีครับทุกท่าน
วันนี้ได้เข้ามาอ่านนักไอทีมาถกกันเรื่อง ศก.พอเพียง ก็ได้แนวคิดหลายๆ อย่าง ผมก็เลยอยากจะยกตัวอย่างความพอเพียงของตัวเราให้เป็นตัวอย่าง เผื่อว่าเราจะได้เข้าใจเบื้องต้นก่อนครับ

ทุกคนจะมีกระเพาะอาหารไว้รองรับอาหาร มีหัวใจไว้สูบฉีดเลือด ปั้มเลือด มีปอดไว้ฟอกเลือด และอื่นๆ ธรรมชาติจะสร้างความพอดีในตัวเองเพื่อเข้าสู่สมดุลเสมอ แม้เรื่องภัยพิบัติที่เราว่าธรรมชาติรุนแรง จริงๆ เป็นการปรับเข้าสู่สมดุลของโลกและระบบครับ

แต่ละวันเรากินอาหารเข้ากระเพาะของเราเอง
ถามว่า กระเพาะแต่ละคน มีขนาดเท่ากันไหม ปอดแต่ละคนจุลมเท่ากันไหม หัวใจแต่ละคนปั้มเลือดเท่ากันไหม ธรรมชาติจะออกแบบมาเพื่อให้แต่ละส่วนทำงานสมดุลกันในระบบร่างกายของแต่ละคน เป็นส่วนใหญ่

หากเรากินน้อยไป กับความต้องการในแต่ละวัน ถามว่าพอดีไหม
หากเรากินมากไป จนแน่นท้องอึดอัด พอดีไหม
แล้วแต่ละคนจะรู้ตัวเองไหมว่า กินแค่ไหนพอดีท้อง พอดีกับเวลาที่จะกินต่อไป หากทุกคนคิดว่านี่คือพอดีแล้วของแต่ละคน หากเราวัดว่าใครกินเข้าไปแค่ไหนแล้วพอดี เอามาดูกัน แต่ละคนจะกินในปริมาณต่างๆ กันครับ

คราวนี้ หากเรานำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆ ในชีวิต เศรษฐกิจ และการเสพสิ่งของต่างๆ ในชีวิตเราจะปรับใช้ได้ทั้งการเสพรูปธรรม และนามธรรม แม้กระทั่งความคิด แบบสุดโต่งก็ไม่ใช่ความพอเพียง ความบ้าคลั่งทุนนิยมมากเกิน ก็ไม่ได้พอเพียง ความบ้าคลั่งสังคมนิยม ก็มิใช่พอเพียงเช่นกันครับ ดังนั้น มันต้องผสมระบบทั้งสังคมและทุนเข้าหากัน ปรับให้เพียงพอเหมาะสมกับกาละเทศะ เวลา ส่วนนำเข้า และส่วนนำเอง

หากมองที่ หลักการทางคอมพิวเตอร์ มี Input --> Processing --> Output
ถามว่าความพอเพียงในระบบคอมพ์ คืออะไร เคยมีไหมที่เราคลิกเม้าส์จนเครื่องทำงานรับคำสั่งไม่ทัน นี่เป็นการใช้เกินความพอเพียงเช่นกันครับ คือไม่ได้เอาใจคอมพ์มาใส่ใจเรา ระบบความพอเพียงก็เพี้ยนสำหรับคอมพ์ช้าตัวนั้นครับ หรือว่ามี processes ค้างอยู่ในหน่วยความจำมากไป จนเราไม่คิดว่ามันหนักไปหรือเปล่า ก็รันโปรแกรมมาอีกต่อๆ มันอาจจะรับไม่ได้ ปิดเครื่องไปก็เป็นได้เช่นกันครับ แทนจะทำงานให้ได้ประสิทธิภาพเต็มศักยภาพของความพอดีที่คอมพ์ตัวนั้นทำได้ แต่กลับทำให้ศักยภาพลดได้

แล้วความ พอดี พอเพียง เหมาะสม มีเหตุมีผล ความสุข ไม่หนักไม่เบาเกินไป มันต้องไปด้วยกันได้

ศก. พอเพียง ไม่ใช่แค่การทำนา ทำสวนนะครับ หรือแค่เพียงเกษตรกรรมเท่านั้น หากเข้าใจแค่นั้นเรายังต้องศึกษากันอีกครับ ที่สำคัญคือการปรับใช้ในบริบทต่างๆ ได้ครับ

ด้วยความยินดียิ่งที่มีโอกาสเข้ามาแลกเปลี่ยนด้วยนะครับ

ขอบคุณมากครับ

> แล้วความ พอดี พอเพียง เหมาะสม มีเหตุมีผล ความสุข ไม่หนักไม่เบาเกินไป มันต้องไปด้วยกันได้

ถามว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องการตั้งอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ

ดอกเบี้ยขั้นต่ำแบบพอเพียง กี่ % ครับ?

> แล้วความ พอดี พอเพียง เหมาะสม มีเหตุมีผล ความสุข ไม่หนักไม่เบาเกินไป มันต้องไปด้วยกันได้

ถามว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องการตั้งอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ

ดอกเบี้ยขั้นต่ำแบบพอเพียง กี่ % ครับ?

**** ดอกเบี้ยกี่ % ที่ทำให้ทั้งสามฝ่ายอยู่ได้ครับ สามฝ่ายคือ คือออกนโยบาย คนรับนโยบาย และสังคมครับ

ความพอดี พอเพียง เหมาะสม มีเหตุมีผล ไม่หนักไม่เบานั้น มันไม่ได้เป็นค่าเผงๆ นะครับ มันควรจะเป็นช่วงของความพอดี ยกตัวอย่างเช่นหากจะตอบว่า 5% ก็อาจจะเป็น 3-7% อะไรทำนองนี้

ผมสมมติง่ายๆ ในร่างกายเรา ผมให้คุณหิ้วน้ำ สองแกลลอน ซ้ายขวา เป็นระยะทางสองกิโลเมตร สมมติว่าที่บ้านอยู่บนเนินเขา ต้องหิ้วน้ำจากที่ต่ำไปยังที่สองและต้องเดินตามเส้นทางเท้าเล็กๆคดเคี้ยว คุณมีแกลลอนขนาดยี่สิบลิตรสองข้าง เวลาใส่น้ำในแกลลอน คุณควรจะใส่น้ำทั้งสองข้างอย่างไร ให้พอดีๆ กัน เพือ่ให้คุณหิ้วแล้วสมดุล หรือว่าขึ้นกับแรงพลังแต่ละข้างของพลังแขนของคุณ แล้วหิ้วไปแล้วจะต้องหยุดกี่ครั้ง เดินไปหยุดไป หรือไปให้เหมาะสมแล้วค่อยๆ หยุดพัก ไม่หยุดมากไป หรือหยุดน้อยไป ไม่หนักจนต้องฝืนกล้ามเนื้อเกินไป แล้วยังทำต่อเนื่องได้อีก

การเดินทางนี่ ก็เหมือนการดำเนินชีวิตของเรา การถ่วงน้ำหนักซ้ายขวา ก็เสมือนการมุ่งสู่งแนวสมดุล กึ่งสังคมนิยม กึ่งทุนนิยมเพื่อหาความพอดี พอเพียง เหมาะสมของเส้นทาง ส่วนการจะถามว่าแค่ไหนเพียงพอ คงไม่ต้องถามใครครับ ให้ถามตัวเองแล้วตอบเองอย่างมีเหตุมีผล มิใช่มีอคติกับคำตอบ ให้เกียรติในการตอบบนฐานของความพอเพียงที่ควรจะเป็น แล้วเราคงจะหาจุดที่เหมาะสม ช่วงของความพอดีได้ครับ

ธรรมชาติ มักจะสร้างความพอดี พอเพียงและสมดุลได้เสมอ คุณลองดูต้นกล้วยซิครับ ปลูกบนเนินเขาแล้งๆ มันยังมีความสามารถจะอยูตรงนั้นได้ นั่นเป็นการปรับตัวของมันให้เข้ากับธรรมชาติอย่างพอเพียง ต้นไม้เดินไม่ได้ จึงต้องเรียนรู้ความพอเพียง ใครเอาน้ำร้อนราดที่โคนต้น ก็จำเป็นต้องรับสภาพ แล้วปรับตัว ต่างจากคนหรือสัตว์ ที่ตรงไหนไม่พอใจหรือเป็นไปดั่งใจตนเราก็ยังวิ่งหนีสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้

ขอบคุณมากๆ นะครับ ที่ให้เกียรติร่วมสนทนาครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ

เม้ง

> ความพอดี พอเพียง เหมาะสม มีเหตุมีผล ไม่หนักไม่เบานั้น มันไม่ได้เป็นค่าเผงๆ นะครับ มันควรจะเป็นช่วงของความพอดี ยกตัวอย่างเช่นหากจะตอบว่า 5% ก็อาจจะเป็น 3-7% อะไรทำนองนี้

ลองดูตัวเลขดอกเบี้ยจริงๆ ก็ได้ครับว่ามันเป็นเลขเป๊ะๆ หรือเป็นช่วง ดูของประเทศไหนก็ได้ครับ

เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวกับผมว่า

จงเกิดกิเลส แล้วพัฒนาตัวเองให้ตอบสนองกิเลสนั้นได้

ถ้าอยากใช้ชีวิตพอเพียง ไม่ต้องเรียนหนังสือหรอก ยิงนกตกปลาไปวันๆก็พอ

ฟังแค่นี้ผมก็เลยไม่ยึดหลักพอเพียงนับแต่นั้นมา
ยึดแต่หลัก อยากได้ต้องทำเอง ไม่งั้นก็ต้องทำใจว่าจะไม่มีทางได้สิ่งนั้นมา

แบบนี้ผมเป็นคนไทยรึเปล่า?

>เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวกับผมว่า...

อาจารย์ท่านนั้นมีความน่าเชื่อถือถึงขนาดนั้นเลยเหรอ
แล้วคุณก็เชื่อเขาเพราะว่าเขาเป็นอาจารย์ เชื่อเพราะว่าเข่าน่าเชื่อถือ
เชื่อเพราะ...

โดยที่คุณไม่ได้เอาสิ่งที่เขาพูดมาวิเคราะห์เลย

น่าเศร้าใจ

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options