Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
ภาคต่อของ The Lion, the Witch and the Wardrobe เมื่อปี 2006
ความต่างสำคัญของการชมภาพยนตร์สองภาคนี้คือ ตอนผมดูภาคแรก ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน แต่พอมาภาคนี้ก็ซัดไปครบหมดแล้ว (เขียนถึงไว้ในเอนทรีเก่าๆ แท็ก Narnia ส่วนของภาคนี้โดยตรงอยู่ที่ เจ้าชายแคสเปี้ยน-ผจญภัยโพ้นทะเล) วิธีการตีความเลยต่างไปพอสมควร
เรื่องย่อแบบรวบรัดคือ สี่พี่น้องตระกูลพีเวนซี่ถูกดูดเข้าไปในนาร์เนียอีกครั้ง ปรากฎว่าเวลาผ่านไปแล้ว 1300 ปี อาณาจักรนาร์เนียล่มสลายไปแล้ว โดยอาณาจักรมนุษย์อีกแห่งคือ Telmarine แต่ปรากฎว่า Telmarine เองก็มีความขัดแย้งภายใน เจ้าชายแคสเปี้ยน รัชทายาทต้องซมซานหนีออกมา เนื้อเรื่องที่เหลือก็ตามสูตรคือช่วยเจ้าชายชิงบัลลังก์คืน โดยมีกองทัพสัตว์ช่วยเหลือเหมือนเดิม * ธีมของภาคนี้เล่นกับหลักศาสนาคือ faith (ศรัทธา) เต็มที่ * หนังก็โอเคแต่สู้ภาคแรกไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นเพราะเนื้อเรื่องถูกบังคับจากนิยายด้วย บางจุดเลยไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไร ครึ่งแรกน่าเบื่อปานกลางเกือบหลับ ตอนหลังสู้กันเยอะค่อยสนุกขึ้นมาบ้าง * ตอนลูซี่เจออัสลานรอบแรก มีความรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะเจอผี * ตอนอ่านหนังสือจินตนาการว่า เจ้าชายแคสเปี้ยนอายุเท่ากับพวกพระเอก พอในหนังโตกว่าเลยรู้สึกแปลกๆ * ปีเตอร์ดูโง่ๆ งงๆ เล็กน้อย แถมช่วงใส่ชุดดำแล้วนึกถึงลุค สกายวอล์คเกอร์ ใน Return of the Jedi เลย * ว่าแต่ ช่วงหนังตัวอย่างมี The Clone Wars ด้วย กรี๊ด * เข้าใจว่าบทโรแมนซ์ของซูซานนี่เพิ่มเข้ามาในเวอร์ชันหนัง ไม่คุ้นเท่าไร * เอ็ดมันด์ก็เหมือนจะมีบทได้ทำอะไรสำคัญ แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มี * ถ้าไม่นับกลุ่มพระเอก 4+1 คนแล้ว แทบไม่ได้ยินชื่อของตัวละครอื่นเลย (หรือผมฟังไม่ออกเอง?) * หนูอัศวินพอกลายมาเป็น CG แล้ว เหมือนลอก Puss in Boots (Shrek) มาแหะ * เซนทอร์ดูเซอร์เกิน ไม่เท่เลย (ผมโตมากับการ์ตูนยุคที่เซนทอร์ต้องเท่ หล่อ ผมทองยาวสลวยพริ้วๆ) * สถานีรถไฟใต้ดิน Strand ชื่อไม่คุ้น ดูในวิกิพบว่ามันคือ Charing Cross * ประเด็นเรื่อง racism เป็นอีกอันที่ชัดมาก โดยวางภาพเผ่า Telmarine ซึ่งเป็นผู้ร้ายให้เหมือนกับพวกสเปนหรือละตินอเมริกัน ส่วนคนขาวเป็นพระเอก อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว กำลังคิดว่าถ้าเผ่าแขกในภาคหลังๆ ออกมา คงโดนวิจารณ์เยอะกว่านี้ * เรื่อง racism นี่คงแก้ยาก เพราะโดนมาตั้งแต่ฉบับหนังสือแล้ว (ผมเองก็เคยเขียนถึงไว้นิดนึง) * เห็นว่าหนังภาคสาม The Voyage of the Dawn Treader (ผจญภัยโพ้นทะเล) ก็กำลังเริ่มถ่ายแล้ว น่าติดตามว่าจะแปลงมาเป็นภาพยนตร์อย่างไร เพราะในนิยายเป็น episodic มากๆ (เกาะ by เกาะ) * เพลงตอนก่อนจบเพราะจัด ค้นมาพบว่าชื่อ The Call ร้องโดย Regina Spektor เนื้อเพลงสวยงามมากมาย เขียนเสร็จเดี๋ยวฟังอีกรอบก่อนนอน
Comments
เหมียว
1 July, 2008 - 06:41
Permalink
ภาคนี้เน้
ภาคนี้เน้นให้ศรัทธาว่าอัสลานจะมาช่วยจนเนื้อเรื่องเนือยๆ
อยากดูหนังภาค 3 จัง เนื้อเรื่องดู fantasy ดี ท่าทางจะสนุกสุดละ
wät
1 July, 2008 - 12:23
Permalink
just because everything’s
just because everything’s changing
doesn’t mean it’s never been this way before
all you can do is try to know who your friends are
as you head off to the war
pick a star on the dark horizon and follow the light
you’ll come back when it’s over
no need to say goodbye
mk
1 July, 2008 - 15:00
Permalink
wät:
wät: บรรทัดที่ชอบมากคือ pick a star on the dark horizon and follow the light
Rerng®IT
1 July, 2008 - 23:33
Permalink
ภาคนี้ยัง
ภาคนี้ยังไม่ได้ดูเลย คงไม่ทันแล้ว ต้องรอแผ่น
ภาคแรกก็ไม่ปลื้มเท่าไหร่ด้วยแหละ
Add new comment