Change, Can We Believe In?

บล็อกอันนี้เกิดจากการไล่อ่านบล็อกเก่าที่ต่อเนื่องกัน คือ

ซึ่งว่าด้วยกระแสการเมืองในเอเชีย ที่หันกลับมานิยมฝ่ายค้านหัวก้าวหน้า ซึ่งชูนโยบายเศรษฐกิจ และปฏิเสธฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เน้นอุดมการณ์

ผมจับแพะชนแกะแบบมั่วๆ ว่าถ้าเอากระแสโอบามาฟีเวอร์มาพิจารณาร่วม เป็นไปได้หรือไม่ว่า โลกกำลังต้องการ “การเปลี่ยนแปลง” (change หรือ “Change We Can Believe In” ถ้าเอาตามสโลแกนหาเสียง) สู่ภาวะผู้นำที่ทันสมัย คิดใหม่ทำใหม่กว่าเดิม พร้อมกันในหลายประเทศ โดยมิได้นัดหมายล่วงหน้า

ผมลองนึกสาเหตุคร่าวๆ อย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ได้ดังนี้

  • วัฎจักรช่วงขาลงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งแรงผิดปกติด้วยปัจจัยด้านราคาน้ำมันและเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน พอโดนเรื่องปากท้องเข้าเต็มๆ คนเลยหงุดหงิด
  • อิทธิพลของอำนาจรัฐลดลงมาเมื่อเทียบกับเอกชน (ตัวอย่างเช่น ในวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 แค่ hedge fund เพียงลำพัง สามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจของรัฐในเอเชียหลายแห่งล่มสลายลงได้) เมื่อรัฐไม่สามารถควบคุมอะไรๆ ได้เหมือนก่อน ในสายตาของประชาชน จึงมองว่ารัฐด้อยความสามารถลง
  • ความซับซ้อนของโลกมีมากขึ้น และ globalization ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วจนถึงระดับที่ ความรู้ความเชี่ยวชาญในการจัดการของ 10-20 ปีก่อน ไม่สามารถใช้ได้ในโลกปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว (ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือความด้อยประสิทธิภาพของรัฐบาลสุรยุทธ์ ซึ่งดูการจัดตัวแล้ว เมื่อ 10 ปีก่อนอาจถือว่าเป็นดรีมทีมได้สบาย)

อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องหาความเปลี่ยนแปลงที่สดใหม่กว่า หนุ่มกว่านั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย รัฐบาลโทนีแบลร์ของอังกฤษ ก็ชนะเลือกตั้งเข้ามาด้วยกลยุทธ์ Cool Britannia ในช่วงต้น 90s เพียงแต่สิ่งที่น่าสนใจคือภาวะเรียกร้องความใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายประเทศนั่นเอง

คำถามที่น่าสนใจอีกข้อก็คือ ถ้าใครติดตามงานของภัควดี วีระภาสพงษ์ ในประชาไท คงทราบถึงปรากฎการณ์ “เลี้ยวซ้าย” ของประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา (ซึ่งนำโดยเวเนซูเอลาของชาเวซ) ในมุมมองของผมแล้วคิดว่า มันสะท้อนให้เป็นถึง cause เดียวกัน แต่ใช้โซลูชันที่ต่างออกไป ตามภูมิหลังทางด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ ซึ่งกลุ่มประเทศที่มีบริบทเหล่านี้คล้ายกัน ก็มักลงเอยไปในทางเดียวกัน

กรอบการวิเคราะห์ของผมยังไม่สมบูรณ์อีกมาก จดไว้กันลืมว่า ประเด็นที่ต้องเอามาพิจารณาเพิ่มได้แก่

  • มุมมองต่อความสำเร็จ-ล้มเหลวของประชาธิปไตยแบบตะวันตก ของแต่ละชาติ
  • เศรษฐกิจแบบมีตัวเลข
  • คาแรกเตอร์ของผู้นำ เช่นกรณีของอันวาร์ อิบราฮิม ก็จะมีคะแนนความเห็นใจ
  • เชื้อชาติในบางกรณี เช่น มาเลเซียที่มีการกดขี่ระหว่างเผ่าพันธุ์ อเมริกาที่มีเรื่องสีผิว
  • อัตราส่วนของคนเมือง-whitecollar-กลุ่มอายุที่ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่
  • โอบามา ได้เป็น/ไม่ได้เป็น ปธน. สหรัฐ

คำถามอีกอันที่คิดได้ตอนหลัง คือในกรณีที่มีตัวเลือกซึ่งมีภาพลักษณ์สดใหม่ (เช่น อภิสิทธิ์) แต่ตัวเลือกใหม่นี้กลับไม่สามารถโชว์ความสามารถได้ (ซึ่งเป็นกรณีของอภิสิทธิ์อีก) จะทำให้ทัศนคติของประชาชนโดยทั่วไป (general public) ต่อผู้นำรุ่นใหม่กลายเป็นติดลบ (เป็น negative feedback loop) และส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงรุ่นผู้นำในประเทศนั้น “ล่าช้า” ออกไปอีกหรือไม่?

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.