Race for Social Network Aggregator

ถ้าใครตามอ่าน TechCrunch จะสังเกตได้ไม่ยากว่าข่าวดังช่วงนี้คือ FriendFeed กับ (ปัญหาการล่มของ) Twitter ซึ่งเขียนถึงกันบ่อยมากแทบจะทุกวัน ผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณหรือแนวโน้มที่ดีของอุตสาหกรรมเว็บ 2.0

ถ้าเราใช้บทความ What is Web 2.0 อันลือชื่อของ Tim O’Reilly เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัย (บทความตีพิมพ์เดือนกันยายน 2005) ช่วงเวลาปัจจุบัน (พฤษภาคม 2008) อาจถือได้ว่าใกล้จบระยะแรกของเว็บ 2.0 แล้ว และกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะที่สอง (ส่วนจะมีระยะที่สาม สี่ ห้า หรือไม่นั้น คงไม่มีใครทราบได้)

ในมุมมองของผมนั้น ระยะแรกของเว็บ 2.0 คือช่วงบูมของ “บริการ” บนเว็บ โหนตามกระแสที่เริ่มโดยเว็บ 2.0 ชุดแรกๆ อย่าง Flickr, YouTube หรือ Delicious ช่วงนี้เป็นช่วงลองผิดลองถูกของอุตสาหกรรมเว็บ อาศัยว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างเว็บใหม่ๆ นั้นมีราคาถูกมาก (เมื่อเทียบกับ startup ในอุตสาหกรรมอื่น) เราจึงเห็นการเกิดและแตกดับของเว็บ 2.0 จำนวนมากมาย (ถ้าใครอ่าน TechCrunch คงรู้จัก Deadpool) ถือเป็นการทดสอบไอเดีย ค้นหาว่าอะไรเวิร์คไม่เวิร์คในอุตสาหกรรมใหม่นี้ และช่วงเวลา 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา เราก็ได้ผู้ชนะอย่าง Upcoming, Facebook, Slideshare, Digg, LinkedIn หรือ Last.fm ที่โดดเด่นขึ้นมาจากคู่แข่งรายอื่นๆ อย่างชัดเจน

ข่าวเรื่องการล่มซ้ำซากของ Twitter ใน TechCrunch แสดงให้เห็น “อาการขาด Twitter ไม่ได้” ของกลุ่ม core group ในอุตสาหกรรมเว็บ แสดงให้เห็นว่า Twitter เริ่มถูกยอมรับว่าจำเป็นสำหรับการสื่อสารยุคใหม่ ผมคิดว่าถ้า Facebook หรือ Gmail ล่มบ่อยๆ ก็น่าจะได้รับเสียงวิจารณ์ใกล้เคียงกัน

สรุปคือ Twitter ถือเป็นบริการเว็บ 2.0 ระยะแรกที่ติดตลาด เช่นเดียวกับ Facebook, Gmail, YouTube ฯลฯ

ส่วนระยะที่สองของเว็บ 2.0 นั้น ถ้าเราดูวัฎจักรการเติบโตของอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไอที จะเห็นว่าเมื่อผ่านช่วงเริ่มบูมที่มีผู้เล่นหน้าใหม่ผุดขึ้นมาเยอะๆ ไปสักพัก จะเกิดการร่วมมือ, ขายเทคโนโลยี, ตั้ง consortium, ต่อสู้แบบดุเดือด, ล้มหายตายจาก, ควบรวม ฯลฯ สุดท้ายแล้วจะเหลือเจ้าใหญ่เพียง 2-3 เจ้าเท่านั้นที่ครองตลาด ส่วนเจ้าเล็กๆ ถ้าโชคดีไม่ล้มละลายไปเสียก่อน ก็จะครอง niche ของตัวเองต่อไป

เราเริ่มเห็นพฤติกรรมที่ว่าในอุตสาหกรรมเว็บบ้างแล้ว เช่น

  • การไล่ซื้อกิจการบริษัทเล็กๆ ของ 5 ยักษ์ (Google, Microsoft, Yahoo!, Amazon, eBay)
  • ในตลาดย่อยที่แข่งกันรุนแรงอย่าง search engine เราเพิ่งเห็นความพยายามในการรวมตัวของเบอร์ 2-3 เพื่อสู้กับเบอร์ 1 (คล้ายกับ AMD ซื้อ ATI ประมาณนั้น)
  • การ consolidate หรือสร้างมาตรฐานกลางของระบบย่อยบางส่วน เช่น OpenID สำหรับระบบล็อกอิน, Open Social หรือ Data Portability สำหรับ Social Network

ที่น่าสนใจคือเรื่องการ consolidate บริการต่างๆ ข้ามกันนี่ล่ะครับ การที่บริการบนเว็บมีความหลากหลายมากๆ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นดาบสองคม คือผู้ใช้มีทางเลือกมากเกินไป สุดท้ายแล้วเว็บเหล่านี้จะโดนบีบ (จากปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์) ให้ควบรวมเข้าหากัน เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองของตัวเอง ทั้งต่อลูกค้าและคู่แข่ง

ปัญหามีอยู่ว่า การสร้างมาตรฐานกลางแบบเป็นเรื่องเป็นราว (ที่เป็น committee based หรือ jury based) นั้นใช้เวลานาน และบริษัทที่เป็นเจ้าตลาดมักไม่ยินดีจะเข้าร่วม เพราะจะเสีย competitive advantage ของตัวเองไป (ตัวอย่างที่ชัดคือ Facebook ไม่ร่วม Open Social)

แต่ดีมานด์ของผู้ใช้ไม่นั้นไม่รอใคร ช่องว่างทางธุรกิจอันนี้เป็นสิ่งที่บริษัทจำนวนมากมองเห็น และปัจจุบันเรากำลังอยู่ในศึกแย่งชิงความเป็นผู้นำ “ตัวเชื่อม” ระหว่างบริการบนเว็บที่รู้ผลแพ้ชนะกันไปก่อนแล้ว

การที่เทคโนโลยีบนเว็บค่อนข้างเปิด คือส่งข้อมูลแบบแจ้งเตือนอย่างเดียว (read only) ผ่านทาง Feed และเว็บส่วนมากเปิด API สำหรับข้อมูลแบบเขียนหรืออัพโหลด (read/write) ทำให้การพัฒนา “ตัวเชื่อม” ทำได้ไม่ยาก ที่เหลือขึ้นกับวิธีการอิมพลีเมนต์และนำเสนอให้ตรงใจลูกค้าแล้ว

ผู้เล่นในตลาดตัวเชื่อมนี้มีเยอะ เอาเฉพาะที่ผมรู้จัก

  • FriendFeed - น่าจะดังที่สุดในหมู่บริการตัวเชื่อมแบบเน้นๆ อินเทอร์เฟซหลักเป็นเว็บ แต่มีไคลเอนต์แบบ AIR น่าสนใจชื่อ Alert Thingy ซึ่งโพสต์ไปยัง Flickr กับ Twitter ได้ด้วย ฝั่ง Twhirl เองก็โพสต์เข้า FriendFeed ได้เหมือนกัน
  • Minggl - เป็น Firefox Extension
  • Yoono - เป็น Firefox Extension อีกเหมือนกัน
  • Flock - มีความสามารถนี้เหมือนกัน
  • Spokeo - เหมือน FriendFeed คือเป็นเว็บ เคยใช้แล้วไม่ค่อยประทับใจ
  • Mini feed ของ Facebook - สะดวกสำหรับคนใช้ Facebook แต่ต้องมาลง Apps บน Facebook เพิ่มเอาเองตามที่ใช้
  • Fuser, Orgoo, MyLifeBrand, ProfileLinker - พวกนี้ไม่เคยใช้

การ aggregate ข้อมูลมาจากเว็บอื่นๆ แต่ละเจ้าคงไม่ต่างกัน เพราะดึงผ่าน Feed หรือ API แต่สิ่งที่จะเป็นจุดชี้วัดความสำเร็จ คือการส่งต่อข้อมูลที่รวมมาแล้ว มาให้ผู้ใช้ได้รับรู้อีกต่อหนึ่ง ค่อนข้างซับซ้อนเพราะ ปัจจุบันเรามี “ช่องทางการรับรู้” หลายทาง เช่น

  • Web-based ผ่านเบราว์เซอร์
  • Application ในหน้าต่างเบราว์เซอร์ (e.g. Firefox Extension เช่น TwitterFox)
  • IM
  • Desktop client ไม่ว่าจะเป็น native หรือ AIR
  • Mobile - SMS
  • Mobile application (e.g. Jibjib - จ่ายค่าโฆษณาด้วย :P)
  • Email
  • Feed ผ่าน feed reader แบบต่างๆ

(ผมเคยเขียนเรื่องนี้แบบละเอียดไว้ใน Notification Console)

Twitter สอนให้โลกรู้ว่า การผสานเว็บกับ IM และ SMS นั้นเป็นไปได้ (และไปได้ดี) ผมลองใช้ FriendFeed ก็ยังไม่ประทับใจเท่าไร ที่คิดว่าเวิร์คกว่าคือ TwitterFeed + Twitter ไว้มีโอกาส จะเขียนเจาะถึงเรื่องนี้อีกที

ยาวละ ขี้เกียจ พอ

ปัญหาตอนนี้คิดว่าน่าจะเป็นเรื่อง information overload ด้วยนะ เพราะการติดตาม life stream ของเพื่อนฝูงเนี่ย มันเยอะมากจนอ่านไม่ไหว

คิดว่าคงจะมีผู้เล่นเข้ามาในตลาดเรื่องการทำ filter พวก notification เหล่านี้บ้าง เท่าที่เห็นเครื่องมือที่มีให้ใช้ตอนนี้ก็มีแค่ Y! pipes ซึ่งมันก็ยังใช้ยากเกินไป น่าจะมีอะไรที่ง่ายๆ ฉลาดๆ กว่านี้ออกมา

กำลังลองอีกวิธี คือไม่ใช้ service ที่ทำตัวเป็น aggregator แบบ friendfeed แต่ใช้ desktop application ที่ต่อกับ service ได้เยอะๆ (ในที่นี้คือ Digsby) กำลังคิดว่าก็สะดวกพอกัน

ถึงจำนวน network ที่ digsby support จะไม่เยอะเท่า friendfeed แต่ก็ครบอันที่ผมต้องการ update แบบ real-time (IM ทั้งหลาย + twitter + facebook) ส่วนพวก del.icio.us / flickr / etc. นี่จริงๆ ส่วนตัวไม่ได้อยากได้ update อยู่แล้ว เลยรู้สึกว่า friendfeed มันมี signal-to-noise ratio ต่ำไปหน่อย

เห็นด้วยกับ rep#1 คุณ pittaya

ตอนนี้อยากให้ twitter มี filter รับ feed ได้หลายระดับเต็มทน. จะเลิกเล่นเพราะอัพกันมากเิกินไปนี่แหละครับ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนจมอยู่ในทะเลข้อมูล. จะได้ข้อมูลที่เป็นเรื่องเป็นราว (หรือมีค่าควรพอสนใจ) ทีนึงก็ต้องควานหาสุดๆ

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.