(หลังจากที่เขียนบล็อก Limitation of Twitter ไปแล้ว ก็พยายามนั่งคิดอยู่ตลอดว่า ทำไม Twitter ถึงดัง)
เคยไหมครับ เคยอยู่ในสถานการณ์ประมาณว่ารถติดมากๆ ติดจนเราอยากตะโกนออกมาดังๆ ว่า "แม่ม รถติดจริงเว้ย" แก้เครียด แต่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
เพราะว่าตอนนั้นเรานั่งอยู่คนเดียวบนรถเก๋งคันงาม ที่ดันติดแหง่กอยู่บนทางด่วน
หรือเพราะตอนนั้นเรายืนอยู่บนรถเมลที่มีคนอัดแน่น แต่เราดันไม่รู้จักใครสักคนแม้แต่น้อย
ไม่ว่าเวลาหรือสถานที่จะต่างไปจากเหตุการณ์สมมตินี้แค่ไหน อาจเป็นการนั่งรอเครื่องบินอยู่ที่ฮีทโทร์ว หรือรอข้าวผัดกระเพราที่เพิงข้างปากซอย ผมคิดว่าเราคงรู้สึกอย่างเดียวกัน นั่นคือมันคงจะดีกว่านี้ถ้ามี "เพื่อน" มานั่งอยู่ให้พูดคุยด้วย
เพื่อนที่ว่าไม่ต้องเป็นคู่สนทนาที่ดีเท่าไรนักก็ได้ บทต่อเนื่องของประโยค "ส้มตำจานนี้มันหวานไปหน่อยว่ะ" อาจจบลงด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชิมส้มตำอันยืดยาว หรือจะเป็นแค่ "อือ" สั้นๆ แบบไม่ใส่ใจเท่าไร แต่อย่างน้อยสำหรับคนพูดแล้ว มันดีกว่าพูดเองคนเดียวในหัวเป็นไหนๆ
ความโชคร้ายอยู่ที่ว่า ไม่ว่าเราจะเป็นคนสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้ขนาดไหนก็ตาม ย่อมต้องมีเวลาที่เราอยู่คนเดียว และถ้าสังเกตให้ดีอีกนิด ช่วงเวลานี้มันมีเยอะเสียด้วย
ผมเชื่อว่าแทบทุกคนคงมีประสบการณ์รับมือกับสถานการณ์ทำนองนี้กันมาหมดแล้ว มันอาจอยู่ในรูปการส่ง SMS หาเพื่อนสนิทสมัยมัธยมหรือโทรศัพท์หาคนที่เรารัก ปัญหาก็คือในบางบริบทนั้น บางทีมันก็คิดไม่ออกซะดื้อๆ ว่าควรจะคุยกับใคร อาจเป็นเพราะว่ามีความสนใจบางเรื่องไม่ตรงกับคนที่รู้จักเจอหน้าในชีวิตประจำวัน หรือว่าเรื่องมันเล็กน้อยมาก จนรู้สึกผิดที่จะให้พวกเขาเหล่านั้นต้องผละจากหน้าที่การงานมาสนใจปัญหาเล็กๆ ของเรา
แต่ทำไงได้ล่ะ คนมันเหงานี่
ถ้าเป็นแบบนั้น จับคนเหงากับคนเหงามาคุยกันเองดีกว่าไหม ทุกคนต้องการใคร แต่ทุกคนไม่มีใคร และที่น่าสนใจคือคนเหงามีอยู่มากมายเต็มไปหมด
ถึงแม้ว่าช่วงเวลานั้นของวันจะไม่มีใครมาเป็นเพื่อนคู่คิด มานั่งให้เห็นอยู่ต่อหน้า แต่ว่าด้วยความก้าวหน้าของวิทยาการ ปัจจุบันคนเหงาทั้งหลายมีเครื่องคู่คิดติดตัวอยู่แทบตลอดเวลา และเครื่องคู่คิดพวกนี้มันสามารถเชื่อมต่อไปยังเครื่องคู่คิดของคนเหงาคนอื่นๆ ได้!
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ Microblogging (ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Pownce, Friendfeed และอื่นๆ) ประสบความสำเร็จ
สโลแกนของ Twitter คือ "What are you doing?" ทำผมหลงทางไปนาน คือแต่ก่อนสงสัยมากว่าคนเราจะไปอยากบอกอะไรเพื่อนหนักหนาว่าตอนนั้นฉันกำลังทำอะไรอยู่ แต่พอพิจารณาดีๆ ความหมายจริงที่ซ่อนอยู่ของมันก็คือ "I'm doing this. Is it OK?" ต่างหาก
โถ พ่อหนุ่มขี้เหงา
อ่านเรื่องนี้จบ นึกถึงมุขในโน้สอุดม เดี่ยว7 ปีนี้ เป็นมุขวลีเด็ดเลย
"ลำปางหนาวมาก"
(ไม่ควรเล่ามากกว่านี้สินะ ถ้ามีแผ่นออกมาก็รอดูละกัน ใครเคยดูคงพอเข้าใจอาการ mk อิๆ)
เดี๋ยวนี้ผมเห็นคำว่า twitter ก็นึกถึงพี่ @sugree ทันทีเลยแฮะ
เออจริง
มิน่า ถึงไม่เคยคิดจะเล่น
ไม่เคยอยู่ที่ไหนโดยไม่มีหนังสือในมือ(และถ้าไม่มี ก็จะซื้อเอา)
มือถือยังโลเทค
ทวิตไม่ได้ - -''
เช่นเดียวกับที่คุณ ArJin ว่าไว้เลย เหอๆ
บางครั้งก็เป็นอย่างนี้จริงๆนะ อยากจะสื่อสารกับคนอื่น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะส่งไปหาใครดี
แค่ได้ส่งขึ้นทวิตเตอร์ก็เหมือนได้สื่อสารกับคนอื่นๆแล้ว
ถึงจะไม่มีคำตอบก็เหอะ ๕๕
มันเป็นการ.. ประกาศให้โลกรู้ ว่าข้านั้นคิดอะไร
เหมือน personal message ใน msn เบื่ออะไรก็บ่นกันเข้าไป
เฮ้ย จริงด้วย สงสัยขี้เหงาจริง ๆ แต่พักหลังงานเยอะไม่มีเวลาเงหาเลย tweet น้อยลง
คืออยากให้คนอื่นได้รับรู้ด้วยสินะ อุอุ
มันเหมือน i don't want to bother you, but i will feel good if you read me (.txt).
คนมันเหงา เข้าใจบ้างสิ
rt @sugree เออจริง