Racism in Game (and Other) Industries

เรื่องน่าสนใจใน Slashdot วันนี้ African Americans and the Video Game Industry

ต้นเรื่องมาจากซีรีย์บล็อกของ MTV ชุด Black Professionals In Games เป็นการสัมภาษณ์นักพัฒนาหรือโปรดิวเซอร์เกมที่เป็นคนดำ 5-6 คน ซึ่งทาง Intelligent Gamer เอามาสรุปอีกทีเป็นบทความเดียว

เนื้อหาแบบสรุปๆ คือผลสำรวจของ Nielsen ในปี 2005 บอกว่าคนดำใช้เวลาและจ่ายเงินสำหรับเกมมากกว่าคนขาวเสียอีก (อันนี้ไม่ทราบว่าจริงแค่ไหน แต่เพื่อนคนดำผมมันไปติด Call of Duty 4 อยู่) แต่ผลสำรวจของวงการคนทำเกม มีคนดำเพียง 2% เท่านั้น ในบริบทของสังคมตะวันตก (โดยเฉพาะอเมริกา) เรื่องการเหยียดผิว (racism หรือ discrimination) ไม่ว่ามากหรือน้อยนั้นเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอยู่แล้ว พออัตราส่วนระหว่างผู้ผลิตเกม/ผู้เล่นเกมที่เป็นคนดำเป็นอย่างที่ยกมา ก็ทำให้ผู้เล่นเกมคนดำ ได้เจอกับเกมที่ discriminate คนดำ (หรือพูดให้สวยๆ หน่อยคือไม่เข้าใจวิถีชีวิต) มากเป็นพิเศษ

ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเหมือนกัน แต่พออ่านสัมภาษณ์ละเอียดๆ แล้วก็พบว่าเคยผ่านตามาบ้างเหมือนกัน เช่น

  • Barret ใน FFVII - ผู้ถูกสัมภาษณ์คนหนึ่งบอกว่า "black guy with built-in gun"
  • CJ พระเอกใน GTA San Andreas - ผู้ถูกสัมภาษณ์คนเดิมบอกว่า มันเป็นการแสดงออกถึงมุมมองของคนทั่วไป ว่าคนดำมีภาพลักษณ์อย่างไร (และเขาทนเล่นเกมนี้ได้ไม่จบ)
  • เทรลเลอร์ของ Resident Evil 5 (ฝูงซอมบี้คนดำ) - ผู้ถูกสัมภาษณ์อีกคนบอกว่า "clearly no one black worked on this game"
  • มียกเคสของตัวละครชื่อ Cole Train จาก Gears of War ด้วย เผอิญไม่เคยเล่นเลยนึกตามไม่ออก

อ่านๆ ไปสักพักก็อาจรู้สึกว่า "ทำไมมันคิดมากกันอย่างนั้นวะ" แต่ก็แน่ล่ะ เราไม่ได้อยู่ในบริบทของเค้า มันก็ไม่เข้าใจความรู้สึก ยิ่งคนที่ถูก discriminate มาเยอะๆ น่าจะยิ่งอินกับภาพลักษณ์ของคนดำในเกมได้มากขึ้น (อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าผู้ถูกสัมภาษณ์ทุกคนจะคิดเหมือนกัน บางคนก็มองว่าซอมบี้คนดำเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเนื้อเรื่องของเกมเกิดในประเทศที่ผิวดำ และยกเคสว่าใน RE4 ยังเป็นซอมบี้ละตินอเมริกันเลย)

ในบทสัมภาษณ์ยังมีประเด็นย่อยๆ อีก 2 ประเด็น อันแรกคือเปรียบเทียบบทบาทของคนดำในวงการเกม กับวงการอื่นๆ (เช่น เพลง หนัง กีฬา) ซึ่งคนดำได้รับการยอมรับที่แตกต่างกันมาก สาเหตุที่เป็นไปได้อาจเป็นเพราะวงการเกม (รวมถึงไอที) ยังใหม่อยู่ และต้องใช้เวลาปรับตัว ผมลองนึกตอนที่ไปงาน FOWA กับ FOSDEM ก็คิดว่าใช่ 95% ของคนฟังเป็นคนขาว มีคนดำและเอเชียแบบเราแทรกๆ มานิดหน่อย

ประเด็นที่สองคือเรื่องเพศหรือ gender อันนี้คงเป็นเหมือนกันทุกที่ว่าวงการไอทีมีผู้หญิงน้อยอยู่แล้ว ดังนั้นผู้หญิงที่เป็นคนดำด้วย ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ในบล็อกต้นฉบับ มีสัมภาษณ์โปรดิวเซอร์หญิงผิวดำ 2 คนซึ่งพูดเรื่องนี้ ที่น่าสนใจคือมีคนนึงบอกว่า ความเป็นผู้หญิงเป็นอุปสรรคต่อเธอ มากกว่าความเป็นคนผิวดำ

พอตามไปอ่านความเห็นใน Slashdot ก็โต้กันมันหลายประเด็น อันที่เถียงกันเยอะคือคำว่า African-American ซึ่งเป็นคำที่คนผิวดำในสหรัฐใช้เพื่อเลี่ยงคำว่า Black หรือ Negro แต่คนอ่าน Slashdot จำนวนมากอยู่นอกสหรัฐ เลยโต้กันว่าคนสหรัฐ "กระแดะ" เรื่องผิวเกินไปหรือเปล่า ซึ่งคนสหรัฐก็โต้กลับว่าที่ไหนก็มีปัญหาเรื่องเหยียดชนชาติอยู่ดี แค่ทำเหมือนว่าไม่มี (pretend) ปัญหานี้อยู่เท่านั้น

ผมมานั่งคิดๆ ดูก็จริงเลย อย่างออสเตรเลียเอง ถึงเรื่องคนดำไม่แรง (หรือแรงก็ไม่ทราบนะครับ ไม่เคยไป) แต่มีปัญหาเรื่องอะบอริจิน ส่วนมาเลเซีย เพื่อนที่เป็นมาเลย์จีนเล่าว่าโดนมาเลย์เหยียดมาก คนจีนเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปีไม่ได้ปริญญาตรี ได้แค่อนุปริญญาเท่านั้น (มันเลยมาเรียนต่อแถวนี้กันซะเยอะ) จะว่าไปบ้านเราเองก็ใช่ย่อย ถ้าไม่นับปัญหาภาคใต้ที่เพิ่งผุดขึ้นมา คนไทยภาคกลางก็เหยียดเขมร พม่า ลาว รวมถึงคนอีสานกันอยู่แล้ว

มาอยู่ที่อังกฤษ ถึงไม่เจอเหยียดตรงๆ แต่สังเกตว่าส่วนใหญ่ก็จะคบพวกที่หน้าตาเหมือนกันเป็นหลัก อังกฤษคบกันเอง แขกอยู่กับแขก คนดำอยู่กับคนดำ จีนคบกันเอง (ส่วนพวกเศษๆ แบบเราก็คบกับพวกเศษๆ ฮา) ผมเลยเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า สังคมอุดมคติที่ไม่สนใจเรื่องชนชาติเลย มันจะมีวันเป็นไปได้หรือเปล่า

เพราะต้นตอของปัญหามันไม่ใช่เรื่องความเชื่อ แต่มันง่ายกว่านั้นมาก (แต่ไม่รู้จะแก้อย่างไร) นั่นคือ "เค้าหน้าตาไม่เหมือนเรา" เท่านั้นเอง...

ป.ล. หลังจากอ่านบทความเรื่องนี้จบ คุยกับ @sajal ใน Twitter ถามว่าคนไทยมองคนอินเดียอย่างไร (Sajal เป็นอินเดียมาอยู่เมืองไทย) ก็ได้คำตอบ ว่าเมื่อก่อนแย่ แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้น เพราะคนไทยรุ่นใหม่ๆ เปลี่ยนมุมมองเป็นว่า คนอินเดียคือผู้เชี่ยวชาญไอที ไปแล้ว

Keyword:

Comments

คนกรุงเทพก็เหยียดคนอื่นทุกภาคล่ะครับ

เมื่อก่อนคนจีนในไทยก็ยังมีปัญหาเลยนะครับ เมื่อผมเด็กๆสมัยที่อยู่ต่างจังหวัดก็ยังมีการกีดกันอยู่บ้างเลย

อยู่ที่นี่ผมก็คบแต่คนไทยคนจีนเป็นส่วนใหญ่แฮะ อาจเป็นเพราะภาษาและวัฒนธรรมที่คล้ายๆกัน เช่นอาหาร การวางตัว

คนกรุงเทพจริงๆ ผมว่าเหลือน้อยนะ ส่วนมากเป็นการอพยพมาจากภาคอื่นซะมากกว่า อยู่นานๆ เลยซึมลึก เหยียดคนไทยด้วยกันซะเอง

ที่ออสเตรเลียก็ว่า racism นี่เรื่องใหญ่เหมือนกัน คน indigenous เองก็โดนเหยียดๆ เหมือนกัน แต่คนออสซี่ส่วนใหญ่ไม่ได้เหยียดเค้าหรอกนะ คนออสซี่หลายคนยังถือว่าเข้ามาแย่งแผ่นดินเขาอยู่ ก็ออกจะเกรงใจคนอะบอริจินส์อยู่นะ

ส่วนคนเอเชียนี่ก็โดนเหยียดพอควร แต่ส่วนใหญ่คนที่เหยียดจะไม่ใช่คนออสเตรเลียซักเท่าไหร่ มันจะเป็นพวกคนยุโรปที่อพยพเข้ามาน่ะ :P โดยเฉพาะเรื่องการแพทย์อะไรแบบนี้ พวกถือว่า ชั้นเจริญกว่า (แต่ฝีมือห่วย!)

Add new comment