Lessig: Change Congress

ข่าวใหญ่ที่น่าสนใจของผมวันนี้คือ การประกาศแคมเปญ Change Congress โดย Lawrence Lessig

ย้อนประวัติให้หน่อยเผื่อใครไม่รู้จัก Lawrence Lessig เป็นอาจารย์ด้านกฎหมายที่สแตนฟอร์ด เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property) และเป็นผู้ก่อตั้ง Creative Commons เขาเขียนหนังสือสำคัญออกมา 2 เล่ม คือ Code and Other Laws of Cyberspace และ Free Culture

คุณสฤณี คนชายขอบ เคยเขียนเรื่อง Lessig กับ Free Culture ไว้ใน onopen และ fringer ช่วงหลัง Lessig เป็นหัวแรงหลักที่เรียกร้องให้ปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา (ของสหรัฐ) และได้รับการสนับสนุนอย่างมากในหมู่ปัญญาชน รวมถึงไซเบอร์สเปซ จนล่าสุดมีแคมเปญยุให้ Lessig ลงเลือกตั้งเป็น ส.ส. (ข่าว Blognone) ซึ่งสุดท้าย Lessig ปฏิเสธ แต่เขาบอกว่าจะรันการปฏิรูปต่อไปแบบนอกสภา (ข่าว Blognone)

"Change Congress" (ตัวย่อ CC เหมือนกัน) เป็นแคมเปญปฏิรูปที่ Lessig เอ่ยถึง เพียงแต่คราวนี้ไม่ใช่ปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา แต่เป็นการปฏิรูปตัวรัฐสภาของสหรัฐเลย เขาบอกว่าถ้าทำตรงนี้ยังไม่ได้ การปฏิรูปอื่นไม่มีทางเกิด

เป้าหมายหลักของ Change Congress คือเรียกร้องให้ ส.ส. เลิกรับเงินสนับสนุนจากล็อบบี้ยิสต์ (ซึ่งถูกกฎหมายในสหรัฐ) ตัวแคมเปญมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหน่อย เผอิญผมไม่มีพื้นเรื่องระบอบการเมืองในสหรัฐเลยอ่านไม่เข้าใจบางจุด แต่สรุปว่า Lessig ต้องการให้กระบวนการระดมทุนของ ส.ส. นั้นโปร่งใสมากขึ้นนั่นเอง

ส่วนวิธีการคือ Change Congress จะเปิดให้ ส.ส. ทั่วสหรัฐมาร่วมลงชื่อสนับสนุนแคมเปญนี้ (โดยไม่แบ่งพรรค) ถ้า ส.ส. รัฐไหนสนับสนุนแคมเปญแบบเต็มขั้น แผนที่รัฐนั้นในเว็บไซต์จะเปลี่ยนสี แคมเปญนี้หวังว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์จะช่วยกันกดดัน ส.ส. ของรัฐตัวเองให้มาลงชื่อสนับสนุนกันมากๆ ในอนาคต Lessig จะระดมทุนมาสนับสนุน ส.ส. ที่เข้าร่วมแคมเปญนี้อีกด้วย

ในแง่เทคนิค เว็บไซต์ Change Congress เป็น Google Maps mashup ทั่วไป ในเดือนเมษายนจะเพิ่ม Wiki เข้ามาให้ช่วยกันเพิ่มข้อมูลที่มาของเงิน ส.ส. ตรงนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจมาก

ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ตัวแคมเปญเพิ่งประกาศ และยังไม่มี ส.ส. คนไหนสนับสนุน ต้องดูกันในระยะยาวว่า Lessig จะประสบความสำเร็จแค่ไหน

ประเด็นที่ผมสนใจคือการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำแคมเปญทางการเมือง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐจะเห็นได้ชัดมากจากการเลือกประธานาธิบดีรอบนี้ ซึ่งทุกฝ่ายใช้สื่อออนไลน์กันเยอะมาก (โดยเฉพาะ Obama และ Ron Paul แต่คนแรกจริงๆ คือ Howard Dean ในการเลือกตั้งปี 2004) เว็บไซต์ที่เป็นกรณีศึกษาคือ MoveOn ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ที่อยาก​"เคลื่อนไหว" ในประเด็นต่างๆ อีกสองอันคือ Meetup สำหรับการนัดเจอหน้าในการทำกิจกรรมทางการเมือง และ Political Base สำหรับดูประวัติเก่านักการเมืองกับตามรอยเงินบริจาค

สำหรับของเมืองไทยเอง การเคลื่อนไหวของกลุ่ม Manager ในช่วงปี 2549 น่าจะเป็นการใช้สื่อออนไลน์อย่างจริงจังครั้งแรก (ถึงแม้จะผสมผสานกับสื่ออื่นๆ อย่าง ASTV หรือการชุมนุมด้วย) จากนั้นมาถึงรอบของกลุ่ม PTV/นปก. และกลุ่มต้านรัฐประหารอื่นๆ ที่เริ่มมาจากราชดำเนิน สัญลักษณ์ที่ชัดเจนมากๆ ของการเมืองออนไลน์ในไทยมี 2 อันคือ คลิปอันนั้นใน YouTube (แสดงให้เห็นพลังของสื่อออนไลน์ ว่าคลิปอันเดียวสั่นสะเทือนประเทศได้) และคำสั่ง 2.4 อันลือลั่นของ คมช. (แสดงภาพมุมกลับให้เห็นว่าฝ่ายรัฐกลัวสื่อออนไลน์แค่ไหน)

ผมเคยเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในประชาไท: 2551 : กำเนิดกลุ่มการเคลื่อนไหวทางเลือกที่สาม?

ผมสังเกตว่าการเคลื่อนไหวโดยใช้พื้นที่ออนไลน์ในเมืองไทยนั้น ยังเป็นเรื่องใหญ่ในระดับชาติอยู่ (เช่น ไล่ทักษิณหรือไล่ คมช.) แต่คำจำกัดความของ "การเมือง" มันไม่ใช่แค่นั้น มีการต่อรองผลประโยชน์ในระดับย่อยๆ อีกมากมายที่เข้าข่ายและนำสื่อออนไลน์มาใช้ได้ ตัวอย่างที่คิดออกก็อย่างเช่น กลุ่มประชาชนที่บ้านอยู่รอบสุวรรณภูมิ เอา Google Maps มาแสดงแผนที่ระดับเสียงรอบสนามบิน น่าจะสนุกดีและอาจขับเคลื่อนอะไรบางอย่างในสังคมได้เหมือนกัน ผมยังเห็นการเคลื่อนไหวในระดับนี้ไม่มากเท่าไร ตัวอย่างที่เข้าข่ายคือแคมเปญ Fanrosana ซึ่งถึงแม้ว่าผมจะไม่ชอบคุณรสนาด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง แต่ก็ดีใจที่มีคนทำแคมเปญแบบนี้ขึ้นมา ตอน Open Letter เรื่องโอเพนซอร์ส หรือกรณี Kapookgate คราวล่าสุดนี่ก็ใช่

สำหรับแคมเปญที่ออกนามธรรมหน่อยแบบของ Lessig คือไม่สนับสนุนตัวบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ผมคิดว่าชื่อเสียงหรือความเป็นไอดอลของผู้รันแคมเปญเป็นสิ่งสำคัญ (Lessig มีฐานผู้สนับสนุนอยู่พอสมควร และส่วนมากเป็นคนที่มีอิทธิพลในการเผยแพร่ต่อไปยังคนรอบตัว) เมื่อกี้ปรึกษากับสหายแถวนี้แล้ว ก็ได้คำแนะนำว่าถ้าเป็นเมืองไทยก็สุภิญญาไง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้เป็นชี้ตายของผลกระทบจากแคมเปญออนไลน์ คือ อัตราส่วนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต (internet penetration rate) ซึ่งของสหรัฐมี 71.4% และของไทยมี 13% (ข้อมูลจาก Internet World Stats) ตรงนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดต่อไปว่าจะแก้อย่างไร

ผมไปช่วยชาวบ้านทำเว็บลอกแบบ Political Base ของสหรัฐ นั่นคือ ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับเขาบ้าง

Add new comment