MIX08 - ScottGu and Silverlight

ผมใช้เวลาหลายวันกว่าจะโหลด+ดู Keynote เปิดงาน MIX08 ของไมโครซอฟท์จบ ด้วยเหตุผลทั้งว่าไฟล์มันใหญ่ เน็ตมันช้า และพูดกันนาน (2.5 ชม.)

ดูจบแล้วมาจดเก็บไว้กันลืมหน่อย ตั้งใจว่าอีกสักพักจะเขียนเรื่องสงคราม RIA บน Blognone คงได้ใช้ที่จดไว้ตรงนี้เป็นแหล่งข้อมูลหลัก (หมายเหตุ: บล็อกอันนี้ rough มาก เขียนสดไม่มี revise ถ้าจะใช้อ้างอิงควรระวัง) Keynote อันนี้ต่างจากอันของ Steve Ballmer ซึ่งพูดเรื่องทั่วไปของไมโครซอฟท์ โดยอันนี้เน้นผลิตภัณฑ์และ showcase ใหม่ๆ ของไมโครซอฟท์ประจำงาน MIX ซึ่งมี 2 อย่างคือ IE8 กับ Silverlight 2 (ขณะที่เขียนนี้ยังเป็น Beta 1 ทั้งคู่)

Ray Ozzie

เริ่มงานมาด้วย Ray Ozzie ผู้ชายที่มาแทนบิล เกตส์ และผู้บริหารสูงสุดสายเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ Ray ออกมาพูดภาพรวมด้านเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ในอนาคต ถึงจะพูดแค่ 20 นาทีแต่ดูแล้วเกือบหลับ ทักษะการนำเสนอเข้าขั้นแย่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ Stevenote กลายเป็นมาตรฐาน)

อย่างไรก็ตาม Ray พูดถึง 3 ทิศทางหลักของไมโครซอฟท์

  • เปลี่ยนแนวคิดจาก "คอมพิวเตอร์​" มาเป็น multiple-devices (เช่น console, portable media) เราอาจไม่ได้เห็น My Computer อีกต่อไป
  • ฝั่งเซิร์ฟเวอร์มองถึง utility computing
  • ฝั่งซอฟต์แวร์ เปลี่ยนวิธีมาเป็น loose component (เหมือนพวก web API ในปัจจุบัน)

นอกจากนี้ยังมีคีย์เวิร์ดสำคัญๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะพูดอย่างเช่น IronPython, IronRuby และ "Digging" ซึ่งผมมองว่าถ้าคนระดับ Ray Ozzie เอ่ยถึงพวกนี้บน Keynote ในงานใหญ่ แปลว่าข้างในไมโครซอฟท์ก็ยอมรับกันแล้วในระดับหนึ่ง

IE 8

พอมาดูวิดีโอตามหลังข่าวที่ประกาศออกมา เลยไม่มีอะไรใหม่มากเท่าที่ควร

ที่น่าสนใจคือได้ดูเดโมของ HTML 5 และ activities/webslices อย่างแรกต้องพูดกันยาว ส่วนอย่างหลังแนวคิดใกล้เคียงกับ Microformats (เคยเขียนถึง) ดูโค้ดของ Webslices นั้นใช้ class attibute เป็น "hslide" และไมโครซอฟท์เปิดสเปกเป็น public domain ก็คงได้เข้าร่วมกับ Microformats.org ในอีกไม่ช้า

ส่วนฟีเจอร์สองอย่างนี้คงไปอยู่ใน Firefox/Opera/Safari ในรูปปลั๊กอินเช่นกัน

Silverlight

เนื้อหาหลักของ Keynote นี้อยู่ที่ Silverlight ซึ่งพูดโดย ScottGu และแขกรับเชิญอีกมากมาย

Silverlight เปิดตัวในงาน MIX07 นับถึงตอนนี้ก็ครบปีพอดี ในช่วงแรก ผมยังงงๆ พอสมควรว่าไมโครซอฟท์กำลังทำอะไรกันแน่ แต่พอดู Keynote นี้จบก็เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้น

Rich Internet Application

แบบสั้นๆ และตรงประเด็น Silverlight คือ Microsoft Flash แต่แบบละเอียดมันยาวกว่านั้นเยอะ Silverlight ออกมาจับตลาด Rich Internet Application ซึ่งเราต้องไม่โดนคำว่า "Internet" ในชื่อของมันหลอก จนคิดไปว่ามันเป็นอนิเมชันหลอกเด็กบนเว็บเท่านั้น

RIA คือแอพพลิเคชันแบบเบาๆ แนวใหม่ ไม่ต้องเขียนโค้ดกันโหดเหมือน desktop apps แต่ขณะเดียวกันก็ไม่กระจอกขนาด web apps ส่วนคำว่า "Internet" ในชื่อนั้นแปลว่า "เน้นการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก" แต่ตัวโปรแกรมจะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นฝังในเว็บแบบ Flash, ติดตั้งลงในเครื่องแบบ desktop apps, บนมือถือ, บน set-top box หรือบนเครื่องเล่นเกม ฯลฯ

สงคราม RIA คือเกมชิงพื้นที่ เนื่องจากว่าเทคโนโลยีของแต่ละค่ายมี runtime เฉพาะของตัวเอง ดังนั้นในระยะยาว ใครเผยแพร่ runtime ของตัวเองออกไปได้กว้างกว่า คนนั้นชนะ

ไมโครซอฟท์คุม OS อยู่ (ทั้ง Windows และ Windows Mobile รวมถึง Windows CE) การกระจาย runtime บน OS ไม่ใช่เรื่องยาก (อย่าง .NET ก็ติดมากับ Vista เลย) แต่อันที่ไมโครซอฟท์ยังไม่มีคือ runtime ในเบราว์เซอร์ (นั่นคือ Silverlight)

ส่วน Adobe จะกลับกัน คือมีรันไทม์ในเบราว์เซอร์อยู่แล้ว แต่ยังไม่มี runtime ในระดับเดสก์ท็อป (นั่นคือ AIR)

Silverlight 1.0

ผมมามองย้อนดูเส้นทางของ Silverlight ตอนนี้ต้องนับว่าไมโครซอฟท์ฉลาดมาก กลยุทธของไมโครซอฟท์คือออก Silverlight 1.0 ตัวจริงให้เร็วที่สุดเพื่อเอาเลข 1.0 มาก่อนให้ดูว่าเป็นเทคโนโลยีที่ mature แล้ว นักพัฒนาจะได้เข้ามา

Silverlight ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแต่เป็นแพลตฟอร์ม การสร้างแพลตฟอร์มต้องใช้เวลา เพราะองค์ประกอบมันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นคน, tools, API ฯลฯ ดังนั้นใน Silverlight 1.0 ไมโครซอฟท์จึงตัดส่วนของ .NET/CLR ทิ้งไปก่อน แล้วเอาเฉพาะ HTML/JavaScript ให้ทำงานได้ก่อน

สิ่งที่ไมโครซอฟท์ไม่ลืมและไม่ทิ้งคือวิดีโอ ซึ่งถือเป็น killer app ของซอฟต์แวร์ยุคหน้า การที่ไมโครซอฟท์เริ่มสร้างแพลตฟอร์มใหม่จากศูนย์ ถึงแม้จะต้องลงแรงเยอะแต่ข้อได้เปรียบคือเริ่มจากเทคโนโลยีใหม่กว่า เช่น codec อย่าง VC-1 ท่ีคุณภาพดีกว่า หรือระบบ ad แบบฝังในวิดีโอ ระบบ DRM ต่างๆ เอาใจเจ้าของ content

แต่ถ้าว่ากันตรงๆ ผมว่าจุดแข็งที่สุดของ Silverlight ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นพลังทางธุรกิจและการตลาดของไมโครซอฟท์ ระหว่างที่รอ Siliverlight 2.0 เสร็จ ไมโครซอฟท์ก็ทยอยจับมือกับนักพัฒนาทั้งรายเล็กรายใหญ่ไปเรื่อยๆ (input คือคู่ค้าหรือนักพัฒนาเดิมที่ใช้ .NET ส่วน output คือนักพัฒนาที่เป็น Silverlight และ showcase ที่น่าสนใจน่าเชื่อถือ ดูดนักพัฒนาใหม่เข้ามาอีกเรื่อยๆ) ผลงานเด็ดชิ้นสำคัญคือ เว็บโอลิมปิก 2008 ที่จะใช้ Silverlight ในการถ่ายทอดวิดีโอการแข่งขัน

ผมดูเดโมเว็บโอลิมปิก 2008 ใน Keynote อันนี้แล้ว ในมุมของผู้ชม มันเหมือนฝันเลย (on-demand replay) และความใหญ่ของอีเวนต์ เชื่อว่าจีนหวังใช้โอลิมปิกเปิดตัวประเทศอย่างไร ไมโครซอฟท์ก็หวังใช้เปิดตัว Silverlight กับผู้ใช้ทั่วไปในทำนองเดียวกัน

อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตนิดหน่อย

  • ผู้ใช้ที่มีอินเทอร์เน็ตเร็วพอจะได้รับประสบการณ์ Silverlight Olympic แบบเต็มๆ จะมีสักแค่ไหน?
  • จะเกิดปฏิกิริยาด้านกลับ คือเข้าเว็บไม่ได้เพราะไม่มี Silverlight เลยพลอยแอนตี้ไปรึไม่

Silverlight 2.0

Silverlight 2.0 คือ Silverlight 1.0 + .NET/WPF ในแง่เทคโนโลยีไม่มีอะไรน่าสนใจนัก เพราะว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีใน .NET 3.0 อยู่แล้ว แต่ในแง่ยุทธศาสตร์นั้นน่าสนใจมาก เพราะเป็นการ leverage ชุดเทคโนโลยีในมือให้ใช้ประโยชน์ได้หลายๆ ต่อ จากฐานนักพัฒนาที่มีจำนวนมากอยู่แล้ว

Adobe และ Apple ใช้ยุทธศาสตร์เดียวกันนี้กับ AIR (Flash/Flex) และ iPhone (Cocoa) เพราะในแง่เศรษฐศาสตร์นั้นประหยัดค่าลงทุนกว่ากันมาก ส่วนในแง่การแข่งขัน เป็นการช่วงชิงระยะเวลาในการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ของคู่แข่งมาจากนักพัฒนา

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Silverlight 2.0 คือด้านยุทธศาสตร์ การตกลงเป็นพันธมิตรกับ Nokia ให้น้ำหนักกับไมโครซอฟท์บนตลาดมือถือมาก (ลองคิดถึงมือถือ Series 60 จำนวนหลายล้านเครื่องที่จะขายออกไป และมี Silverlight runtime ลงอยู่หมดแล้ว) ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเราจะได้เห็น Silverlight runtime บน Xbox 360, Zune (อาจมาถึงขั้นขายเกม Silverlight บน Zune เหมือนกับบน iPod) และ Set-top box อื่นๆ

อื่นๆ

  • Catching up with Silverlight 2 - รวมลิงก์จาก Keynote
  • Hard Rock Memorabilia - Deep Zoom เดโมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในงาน (ต้องลง Silverlight 2 Beta 1) ผมลองแล้ว CPU load พุ่งกระฉูด
  • ผมสังเกตว่าระยะหลังๆ ไมโครซอฟท์พัฒนาด้าน evangelist มากกว่าเดิมมาก สังเกตจากงานต่างๆ ไม่ว่าไทยและเทศ เลิกทำหยิ่งและหันมาง้อนักพัฒนาอิสระขึ้นเยอะ เป็นอิทธิพลจากโอเพนซอร์สหรือเปล่า?

Add new comment