จากที่เคยแพลมๆ ลงบล็อกไปบ้างแล้วว่าไปเที่ยวเบลเยียมมา (จริงๆ คือไปงาน FOSDEM แต่ไหนเลยค่าวีซ่ามันแพง เที่ยวต่ออีก 2 วัน) แต่หลังจากกลับมาก็เจองานค้างมากมาย ทั้งงานราษฎร์งานหลวง (เท่านั้นยังไม่พอ ไปเที่ยวปราสาทต่ออีกทริป) จนหาเวลาแทบไม่ได้
ก่อนจะหมดไฟก็ต้องฮึดมาเขียนลงบล็อกเสียที จะได้ไม่เสียความตั้งใจ
เงื่อนไขของทริปนี้คือผมต้องไปงาน FOSDEM ที่เมืองบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียม ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2008 (เสาร์-อาทิตย์) งานเริ่มตอนเช้า 10 โมง นั่นแปลว่าต้องถึงบรัสเซลส์ก่อน 1 วันคือวันศุกร์ที่ 22 ส่วนวันกลับนี่ไม่มีปัญหา จะออกแบบทริปยังไงก็ได้ อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่ามันไม่มีเรียนหรือไง คำตอบคือมีครับแต่เที่ยวสำคัญกว่า (เยอะเลย)
ผมเลยตัดสินใจอยู่ในเบลเยียมต่ออีกสองวัน สรุปว่าเป็นเดินทางวันศุกร์ที่ 22 กลับวันอังคารที่ 26 รวมเป็น 5 วัน 4 คืน
ระหว่างการเตรียมตัวเดินทาง อ่าน feed ประจำวันไปเรื่อยๆ พบว่า Mozilla Europe มีงบสนับสนุนค่าเดินทาง-ที่พักให้กับผู้ร่วมงาน ไม่มีเงื่อนไขอะไร เพียงแต่ต้องไปงานจริง และค่าเดินทางเบิกย้อนหลังตามจริง (ขณะที่เขียนยังไม่ได้เบิกเลย) ทาง Mozilla ไม่การันตีว่าทุกคนจะได้ แต่ลองสมัครไปดูก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ สรุปว่า Mozilla จองโรงแรมให้นอน 2 คืนคือ คืนวันที่ 22 กับ 23 (ศุกร์กับเสาร์) และค่าเดินทางเบิกตามจริง
ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องทำจึงเหลือ 3 เรื่องใหญ่ๆ
สำหรับข้อแรกนั้น เพื่อนมาเลย์ที่ตะลุยมาเกือบทั่วยุโรปแล้วแนะนำว่า อย่าขึ้นเครื่องบินเพราะจะไปเสียเวลา+เสียเงินในการเดินทางจากเมืองไปสนามบิน ถ้าไปแค่เบลเยียมนั่งรถไฟไปดีกว่า จากใจกลางเมืองถึงใจกลางเมืองเลย รถไฟที่ว่านี้คือ Eurostar ซึ่งมีรถตรงจากลอนดอนไปบรัสเซลส์ (ข้อเสียอันเดียวคือต้องไปขึ้นที่ลอนดอน) ถ้าใครอยู่อังกฤษแล้วอยากเดินทางไปปารีส บรัสเซลส์ และอัมสเตอร์ดัม Eurostar เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ค่าเดินทางไปกลับประมาณ 80 ปอนด์ (มีรอบ 6 โมงเช้าเหลือ 50 ปอนด์ แต่เคสนี้เบิกได้ก็ขอไปสบายๆ หน่อย)
ข้อที่สองง่ายกว่าคือนอน hostel แบบแชร์ห้องราคาถูก การเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปเอื้อต่อนักเดินทางแบบ backpacker มาก มี hostel ทั่วทุกหัวระแหง เว็บรีวิว hostel ก็มีมากมาย ผมหา hostel ได้ในราคาเฉลี่ยคืนละ 20 ยูโรเท่านั้น ที่ต้องสนใจเพิ่มเติมคือที่ตั้งของ hostel เพราะเราต้องขนสัมภาระเดินไปยัง hostel เอง ตรงนี้ Google Maps ช่วยได้ครับ เอาชื่อที่อยู่ของ hostel ไปเทียบระยะทางจากสถานีรถไฟหลักประจำเมือง แล้วมาประกอบการตัดสินใจได้
ข้อสุดท้ายกลับยากแบบรากเลือด เกิดเป็นคนไทย ไม่ว่าจะไปไหนก็ตามเกือบทุกประเทศในโลกต้องขอวีซ่า ความซวยคือผมดันมาอยู่อังกฤษ และอังกฤษเป็นเด็กนอกคอกของ EU แต่ดันจะไปประเทศใน EU ทำให้ต้องขอวีซ่าซ้ำสอง เสียทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา โชคดีในความโชคร้ายคือวีซ่าเบลเยียมนั้นสมัครทางไปรษณีย์ได้ไม่ต้องไปสัมภาษณ์หรือโชว์ตัว แต่เนื่องจากเคสผมมีสปอนเซอร์ครึ่งเดียวเลยพิสดารหน่อย ส่งหลักฐานแก้แล้วแก้อีกกว่าจะผ่าน สรุปสั้นๆ ละกันว่าปฏิบัติตามขั้นตอนในเว็บไซต์ vfs-be-uk จ่ายเงินทั้งหมดราว 70 ปอนด์ เผื่อระยะเวลาการขอให้ล่วงหน้านานๆ หน่อย แล้วสุดท้ายเราจะได้ใบอนุญาตเข้าประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
การหาข้อมูลอื่นๆ ผมมีเวลาน้อยเลยใช้บริการของ Wikitravel ผสมกับแผนที่จาก Google Maps (ระหว่างอยู่เบลเยียมได้คุยกับ John Berns ใน Twitter ได้ความเห็นจาก John ซึ่งเคยทำเว็บแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวมาว่า Wikitravel ไม่ละเอียดมากนัก อันนี้ผมเห็นด้วยแต่คิดว่าดีที่สุดแล้วสำหรับ one-stop service คือเข้าหน้าเดียวได้ทุกอย่าง ผมเซฟเก็บไว้เป็น PDF ไว้เปิดอ่านกันตายยามไม่มีอินเทอร์เน็ตด้วย)
เขียนมาตั้งยาวยังไม่ได้เริ่มเดินทางเลย ช่วงใกล้เดินทางมีเงื่อนไขเพิ่มมาอีกนิดคือมีเพื่อนจากเมืองไทย บริษัทส่งมาประชุมที่ลอนดอนเล็กน้อย แถมว่างวันพฤหัสที่ 21 เสียด้วย เลยไปทำหน้าที่เป็นไกด์เล็กน้อย ทริปลอนดอนเขียนมาหลายรอบแล้วคงไม่ลงซ้ำ ใครอยากดูรูป อยู่ใน Flickr
ตัดตอนอย่างรวดเร็วมาที่ลอนดอนเลย ผมต้องมาขึ้น Eurostar ที่สถานี St. Pancras International (ซึ่งอยู่ติดกับสถานี King Kross ที่ไปถ่ายรูปชานชาลา 9¾ มาเมื่อครั้งกระโน้น) สถานี St. Pancras เพิ่งเปลี่ยนมาเป็นสถานีสำหรับ Eurostar แทนสถานี Waterloo เมื่อปลายปี 2007 นี้เอง
การเดินทางด้วย Eurostar เหมือนกับขึ้นเครื่องบิน คือเป็นการเดินทางข้ามพรมแดน ต่างกันแค่ชนิดของพาหนะ กระบวนการอื่นๆ เหมือนกันทุกประการ เช่น ต้องไปถึงก่อนเวลา (ของ Eurostar กำหนดว่าครึ่งชั่วโมง)ตรวจกระเป๋าและเสื้อผ้า ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น (พอเห็นไม่ใช่ฝรั่งแล้วมันตรวจเสียละเอียดเชียว)
ผมลองถ่ายภาพมุมเดิม 4 ช็อต ปรากฎว่าดูมีเรื่องราวทุกช็อต เลยเอามาลงมันทุกรูป
พอขึ้นมาบน Eurostar เรียบร้อยก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ เป็นรถไฟธรรมดาไม่พิสดาร ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 2 ชั่วโมงเต็ม (เบลเยียมใช้เวลาของภาคพื้นยุโรป เร็วกว่าอังกฤษ 1 ชั่วโมง เวลาถึงที่หมายเลยห่างไป 3 ชั่วโมง) สุดท้ายมาถึงสถานี Bruxelles-Midi (ภาษาฝรั่งเศส) หรือ Brussel-Zuid (ภาษาดัทช์) ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Brussels South
เรามารู้จักกับประเทศเบลเยียมกันสักเล็กน้อย เบลเยียมเป็นประเทศขนาดค่อนไปทางเล็ก พรมแดนเหนือจรดเนเธอร์แลนด์ (เคยจัดบอลยูโรร่วมกันตอนปี 2000 ไง) ด้านใต้ติดฝรั่งเศส ด้านขวามือติดเยอรมนี ส่วนด้านซ้ายมือติดทะเล ตอนนี้เข้าร่วมสภาพยุโรปแล้วเลยใช้เงินยูโร ส่วนภาษาราชการมาเป็นแพ็กคู่คือฝรั่งเศสกับดัทช์ ดังนั้นไม่ว่าไปที่ไหน ป้ายเกือบทุกแห่งจะมี 2 บรรทัด เขียนชื่อสถานที่เป็น 2 ภาษาควบคู่กันไป โบรชัวร์สินค้าบางแห่งก็มีทั้งสองเวอร์ชันให้เลือกหยิบเอาตามชอบ อันนี้เป็นของแปลกที่ประเทศส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีกัน
แต่ภาษาไม่ใช่อุปสรรคในการเที่ยวเบลเยียม เพราะว่าคนเบลเยียมเกือบทั้งหมดพูดภาษาอังกฤษได้ (และยินดีจะพูด — ต่างจากฝรั่งเศสที่พูดได้แต่หยิ่ง) ป้ายภาษาฝรั่งเศสเองก็มีหลายคำที่สะกดคล้ายคลึงและมีความหมายตรงกับในภาษาอังกฤษ พอเอาตัวรอดได้ไม่ยาก
4 เมืองท่องเที่ยวสำคัญในเบลเยียมได้แก่
กำหนดการเดินทางของผมคือไปที่ Brussels ก่อน พอเสร็จ FOSDEM แล้วนอนที่ Brussels อีกหนึ่งคืน (คืนวันอาทิตย์) วันถัดมาไป Brugge และย้อนกลับมานอนที่ Antwerp วันสุดท้ายเที่ยว Antwerp ก่อนย้อนกลับมาขึ้น Eurostar กลับที่ Brussels
รู้สึกว่าชักยาวแล้วเอาไว้ต่อตอนหน้า
เมื่อไรจะมาเที่ยวมิวนิคบ้างล่ะครับ :D
bow_der_kleine: รอไป oktoberfest ทีเดียวเลยดีไหมเนี่ย