ต่อจากตอนที่แล้ว ก็สรุปว่าอ่านจบอย่างรวดเร็ว (ถึงจะข้ามบางบทที่ค่อนข้างน่าเบื่อไปบ้าง) มาจดไว้กันลืมเช่นเคย
ใจความหลักของหนังสือ Wikinomics นี้คือโมเดล 7 แบบที่ใช้ "พลังของคนนอก" ให้เกิดประโยชน์ โดยเค้าซอยเนื้อหาแยกเป็น 7 บทให้แต่ละโมเดล ส่วนมากเนื้อหาในบทเป็นกรณีศึกษาของบริษัทต่างๆ แล้วสรุปท้ายบทด้วย best practice ว่าหลักการกว้างๆ มีอะไรบ้าง
1. Peer Pioneers
การใช้พลังของมวลชนจำนวนมากขับเคลื่อนงานที่ชิ้นใหญ่มากๆ โดยความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละคนนั้นเป็นแบบ "peer" คือไม่มี hierarchy หรือลำดับขั้นบังคับบัญชา
- ตัวอย่างโครงการ: Apache, Linux, Wikipedia
- ตัวอย่างบริษัทที่ประสบความสำเร็จ: IBM กับ Linux
- หลักการสำคัญ: ต้องยอมปล่อยอำนาจในการควบคุมที่บริษัทเคยมี แล้วเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน หัดเรียนรู้ธรรมเนียมของชุมชน
- ข้อดี: ดึงพลังจากมวลชนภายนอก, รู้ความต้องการของผู้ใช้โดยตรง, หารายได้จากบริการเสริมอื่นๆ, ลดค่าใช้จ่าย, ตัดกำลังคู่แข่ง (ที่ยังไม่โอเพนซอร์ส), สร้างต้นทุนทางสังคมให้ตัวเอง
2. Ideagoras
ตลาดนัดไอเดีย ถึงทีม R&D จะใหญ่แค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้นักวิจัยจากภายนอก เช่น ศ. ที่เกษียณแล้ว นักเรียน ป. เอกไฟแรง หรือหน่วยวิจัยอิสระ รวมกันได้
- ตัวอย่างโครงการ: InnoCentive, yet2.com บริการตลาดนัดไอเดีย-ฝีมือทั้งหลาย (Amazon Mechanical Turk ก็น่าจะนับ)
- ตัวอย่างบริษัท: P&G ประกาศว่าภายในปี 2010 50% ของงานวิจัยจะต้องมาจากข้างนอกบริษัท
- หลักการสำคัญ: การจับคู่ไอเดีย มี 2 ประเภทใหญ่ๆ
- มี solution แล้ว ต้องการหา question หรือการนำไปใช้จริง: เช่น บริษัทใหญ่ๆ มี patent ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาก แทนที่จะดองไว้เฉยๆ ก็เปิดเผยข้อมูล เอาเงินค่า licensee ดีกว่า
- มี question แล้ว แต่ยังไม่มี solution: อ่าน กรณีศึกษาของ Goldcorp สรุปสั้นๆ ว่าแบบหลังนี้คุ้มค่ากว่าแบบแรกมาก
- อยากได้ต้องทำอย่างไร
- สร้างสภาพคล่อง (liquidity) - ถ้ามีคนเยอะพอทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย กลไกตลาดจะดำเนินเองอัตโนมัติ อธิบายง่ายๆ คือสร้าง tipping point หรือ critical mass
- ซึมซับวัฒนธรรม - เอาค่านิยมดีๆ จากภายนอกเข้ามาในบริษัท แบบค่อยเป็นค่อยไป ตัวอย่างคือบริษัทโคตรปิดแบบ IBM ยังเปลี่ยนมาเป็นโคตรเปิดได้ หลังจากมองว่าโอเพนซอร์สเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ
- ใช้ประโยชน์จากไอเดียข้างนอก - ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย พาร์ทเนอร์ ซัพพลายเออร์ ลูกค้า ชุมชน ไปจนถึงคู่แข่ง
- หาอัตราส่วนที่เหมาะสม - ว่าอะไรควรเปิด อะไรควรปิด
- ลองหลายๆ วิธี - ไม่มีสูตรตายตัวสำหรับแต่บริษัท-งาน ได้แต่ลองไปเรื่อยๆ
3. Prosumers
Consumer + Producer = Prosumer อธิบายเป็นภาษา web 2.0 ก็คือ User-generated content นั่นเอง
Prosumer ไม่ใช่เรื่องใหม่ วัฒนธรรม hacking (หรือ alpha geeks, early adopters) มีมานานแล้ว เพียงแต่อินเทอร์เน็ตช่วยให้ง่าย เร็ว และถูกกว่าเดิม อารมณ์ว่าไม่ต้องรอนิตยสาร DIY รายเดือนอีกต่อไป โชว์ผลงานลงเว็บบอร์ดได้ทันที
- บริษัทที่ประสบความสำเร็จ: Second Life, Lego (จาก Mindstorms)
- กรณีศึกษาอื่นๆ: iPod (ไม่เปิดแต่ก็ไม่ฟ้อง), PSP (ไม่เปิดแถมฟ้อง)
- ประเด็นอื่นๆ: อ้าง Lessig ซะเยอะ, วัฒนธรรม Remix/hiphop และพูดถึง Citizen media ด้วย (ยก Digg/Slashdot)
- อยากได้ต้องทำอย่างไร
- Prosumer เป็นมากกว่า customization
- ยอมเสียการควบคุม
- สร้าง toolkit เพื่อให้ง่ายต่อการดัดแปลง
- เปลี่ยนความสัมพันธ์จากผู้ซื้อ-ผู้ขาย มาเป็นเพื่อน (peer)
- แชร์ผลประโยชน์ร่วมกัน (เช่น Second Life ยอมให้ผู้เล่นขายของกลับมาเป็นเงินจริงๆ ได้)
4. The New Alexandria
การแชร์ความรู้ (ชื่อบทหมายถึงห้องสมุด Alexandria ของกรีซโบราณ) บทนี้อ่านผ่านๆ แต่ใจความสำคัญพูดถึงการวิจัย 2.0 ซึ่งนักวิจัย-ห้องวิจัย-สถาบันจากทั่วโลก ทำงานร่วมกัน ทำให้อัตราการค้นพบสูงขึ้นกว่าเดิมมาก
ตัวอย่างสำคัญก็อย่างเช่น Large Hadron Collider ของ CERN, โครงการแชร์พลังประมวลผลจำพวก Earth System Grid (ผมว่าเราคุ้นกับพวก SETI@home มากกว่า), Human Genome Project และโครงการวิจัยยาแบบโอเพนซอร์ส
นอกจากนี้ยังมีกล่าวถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นกลยุทธใหม่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่กำลังนิยม ตัวอย่างเช่น Intel's Open University Network
ส่วนมุมมองสำหรับฝั่งบริษัท ประโยคสำคัญคือ "Keep the science open and the applications proprietary" น่าจะอธิบายได้ครบถ้วน
5. Platform of Participation
แปลตรงๆ คือ การสร้างแพลตฟอร์มสำหรับให้ผู้ใช้ต่อยอด อธิบายแบบเข้าใจง่ายคือ "การเปิด API" หรือถ้าจะเอาสั้นเข้าไปอีกก็ "mashup"
- ตัวอย่างบริษัทที่ประสบความสำเร็จ: Google Maps, Amazon Marketplace (ขายสินค้าตัวเอง แต่ใช้ระบบของ Amazon), craiglist
- ปัญหา: incentive ของฝั่ง prosumer ในระยะยาวไม่ค่อยมี (ทางแก้ก็เช่นพวก AdSense, affiliate program ต่างๆ)
- นอกจากการค้า-ความบันเทิงแล้ว การสร้างแพลตฟอร์มยังสามารถใช้ได้กับ grassroot movement ทางนโยบาย-สิ่งแวดล้อม-ปัญหาท้องถิ่นได้ด้วย
6. The Global Plant Floor
อันนี้ใกล้เคียงกับในหนังสือ The World is Flat คือการมองโลกทั้งโลกเป็นโรงงานผลิตเดียว ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นอาจมาจากแต่ละประเทศ และนำมาประกอบกันในประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกันก็ยังได้ จุดสำคัญคือ "มุมมอง" ว่าการแชร์ความรู้ความเชี่ยวชาญในการผลิต มีประสิทธิภาพมากกว่าการรวมศูนย์ไว้ที่เดียว
- บริษัทที่เอ่ยถึง: Boeing, BMW
- โรงงานที่เอ่ยถึง: Foxconn, โรงงานราคาถูกในจีนอื่นๆ
- ปัจจัยสำคัญ: ระบบ Supply chain (ใน The World is Flat ยกกรณีของ Walmart)
- อยากได้ต้องทำอย่างไร
- หา "คุณค่า" (value) ในอนาคตให้เจอ - เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนจากเครื่องยนต์กลไก มาเป็น "ประสบการณ์ในการขับ" (พวก gadget ต่างๆ)
- สร้างมูลค่าจากการเป็นผู้ประสานงาน - ไม่ใช่ผู้ผลิตอีกต่อไปแล้ว
- เน้น rapid + iterative process - ภาษาซอฟต์แวร์ก็ release early, release often
- เน้นสถาปัตยกรรมแบบแยกส่วน (modular)
- สร้าง ecosystem ที่โปร่งใส (transparent) ตรวจสอบได้
- ร่วมแชร์ทั้งผลดีและความเสี่ยงระหว่างพาร์ทเนอร์
7. Wiki Workplace
วิธีการทำงานออฟฟิศแนวใหม่ เน้น collaborative และความสนุกสนานในการทำงาน
- กรณีศึกษา: GeekSquad พนักงานถามเทคนิคกันระหว่างเล่นเกม Battlefield ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดเองตามธรรมชาติ ผู้บริหารมีหน้าที่หาให้เจอ แล้วส่งเสริม
- ลดลำดับขั้นการบังคับบัญชาลง ส่งเสริมพนักงานรุ่นใหม่ที่มีไอเดียดีๆ
- เครื่องมือใหม่ๆ เช่น blog, wiki, feed, mobile
- Wiki workplace แบ่งเป็น 5 ด้านหลักๆ
- Teams - ขนาดเล็กลง และจัดการแบบ self-orgranized
- Time Allocation - การจัดสรรเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น (ยกเคสของ Google ที่ยอมให้พนักงานทำอะไรเล่น 20% ของเวลางาน)
- Decision Making - ใช้การพยากรณ์ตลาดโดยพนักงานและกลุ่มลูกค้าจริง แทนที่จะเป็นพนักงานระดับสูงเหมือนก่อน
- Resource Allocation - การจัดสรรห้องประชุมหรืองบประมาณ อาจใช้ระบบ bid (โดยพนักงานเอง) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เรียกว่าใช้กลไกตลาด (ภายใน) แทนระบบ first come first serve
- Corporate Communiucation - ยกเคสของ Jonathan Schwartz (Sun) ที่ใช้บล็อกเป็นเครื่องมือสื่อสารองค์กรทั้งข้างในและข้างนอกไปพร้อมกัน
- อยากได้ต้องทำอย่างไร
- การทำงานนอกออฟฟิศกำลังสำคัญขึ้นเรื่อยๆ
- การทำงานที่เดิมตลอดชีพกำลังลดลง บรรดาพนักงานต้องการความยืดหยุ่น และความเป็นปัจเจกมากขึ้น
- ความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับนายจ้างกำลังลดลง - นายจ้างอาจมีได้หลายคน หรือบางคนกลายเป็นนายจ้างตัวเอง หรือบางคนทำงานอาสาสมัครแทน
- ตลาดนัดแรงงานจะมีความสำคัญมากขึ้น - เช่น InnoCentive หรือ CollabNet
Collaborative Minds
บทรองสุดท้ายเป็นการกล่าวย้ำว่า ถ้าจะอยู่รอดในยุค Wikinomics ต้องเปลี่ยนที่กระบวนทัศน์ (perception) ของตัวเอง (ในที่นี้คือกลุ่มผู้บริหารที่ต้องปรับตัว) เป็นหลัก บริษัทที่ดีจะไม่ฝืนกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก (เหมือนอย่าง MPAA/RIAA) แต่ปรับตัวให้เข้ากับกระแสนั้น และใช้ประโยชน์จากมันแทน
คำแนะนำสำหรับมุ่งสู่ Wikinomics
- สังเกตพฤติกรรมของลูกค้ารายสำคัญ - พวกนี้จะช่วยในเรื่องทิศทางที่ควรจะดำเนินไปได้
- สร้าง critical mass
- สร้างแพลตฟอร์มสำหรับความร่วมมือ - บริษัทไม่ควรทำงานผลิตโดยตรงเอง แต่สร้างแพลตฟอร์มให้ผู้ใช้เข้ามาทำงานได้สะดวกขึ้น แพลตฟอร์มในที่นี้รวมตั้งแต่เรื่องเทคนิค ไปยันเรื่องกฎหมาย
- ใช้เวลาไปกับการหาโมเดลและวิธีการบริหารที่เหมาะสม
- เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้อะไรกลับไปเสมอ - อาจเป็นเงิน ชื่อเสียง ความภูมิใจส่วนตัว
- สร้างธรรมเนียม (norm) ของชุมชน
- ปรับกลยุทธไปเรื่อยๆ - อย่าอยู่นิ่ง กลยุทธแรกๆ ไม่มีทางถูกต้องทั้งหมด
- ปรับวิธีคิดให้เป็นแบบเปิด - ยากที่สุด ขึ้นอยู่กับใจของผู้บริหารเอง
บทสุดท้ายมีแค่หน้าเดียว ทางผู้เขียนได้เปิดโอกาสให้ผู้อ่านเข้ามาเขียนบทสุดท้ายกันแบบออนไลน์ ดูได้ที่ Wikinomics Playbook (ผมก็ยังไม่ได้อ่านละเอียดว่าเป็นอย่างไร)
Comments
worawisut
25 January, 2008 - 15:47
Permalink
อ่านไวจริ
อ่านไวจริงๆ พี่ซื้อมาตั้งไว้เป็นเดือนๆแล้ว ยังได้ไม่ถึงครึ่งเล่มเลย :)