ผมเขียนบล็อกอันนี้ตอบบล็อกของ อ. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ เรื่อง UsableLabs 2551: ขบวนการผู้ก่อการดี โครงการแม่สีแสง สร้างเครือข่ายสารสนเทศภาคประชาชน
เรื่องในบล็อกนี้อยู่ในหัวผมมาซักระยะแล้ว อาจย้อนกลับไปได้ถึง 2-3 ปี ช่วงที่ผ่านมาผมรู้สึกว่า “รู้สึก” ถึงอะไรบางอย่างที่สำคัญกำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ เพียงแต่ระหว่างนั้นผมเห็นแค่ภาพเป็นส่วนๆ ไม่ปะติดปะต่อ เหมือนคนตาบอดคลำช้าง คือมองไม่ออกว่าภาพรวมของสิ่งที่เห็นคืออะไร
ถ้าใครจำ speech อันโด่งดังของ Steve Jobs เรื่อง Stay Hungry, Stay Foolish ได้ (ฉบับแปลไทยโดยคนชายขอบ) ในนั้นจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ Jobs พูดถึงการ “Connecting the Dots” ผมคิดว่าตอนนี้ตัวเองพอจะทำแบบนั้นได้บ้างแล้ว โดย ‘dot’ สุดท้ายที่ทำให้ภาพครบเป็นรูป (หรืออย่างน้อยก็เกือบเป็นรูป) คือ การเดินทางไป Leeds เมื่ออาทิตย์ก่อน และเมื่อกลับมามองย้อนดู ภาพที่ได้ก็เหมือนกับของ อ. ธวัชชัยอย่างน่าตกใจ (ซึ่งแปลได้ว่า อ. นั้น breakthrough กว่าผมมาก)
จากความวุ่นวายทางการเมืองของประเทศตั้งแต่ปลายปี 48 เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า “สื่อ” หรือ “สารสนเทศ” ในเมืองไทยอยู่ในมือของกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม เช่น เนชั่น วัชรพล มติชน มาลีนนท์ GMM SHIN ฯลฯ (เราคงไม่ต้องถกประเด็นว่า “ผู้ใดคุมสื่อ ผู้นั้นกุมอำนาจ” กันอีกแล้ว) กลุ่มทุนเหล่านี้พยายามทุกทางเพื่อปิดกั้นการเกิดของสื่อใหม่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์มหาศาลของตัวเอง โดยใช้ทั้งกลไกทางเศรษฐกิจ (economy of scale) ไปจนถึงการเข้าแทรกแซงกลไกทางกฎระเบียบ (regulation) ของภาครัฐ (ไม่เคยสงสัยรึครับว่าทำไมทีวีเมืองไทยมีแค่ 6 ช่อง เพราะว่ามันถูกกลไกที่ชื่อ “สัมปทาน” กดไว้อยู่)
เมื่อพื้นที่สื่อมีจำกัด เราจึงเห็นการช่วงชิงพื้นที่สื่อกันอย่างร้อนแรง ไม่ว่าจะเป็นการแย่งประมูลคลื่นวิทยุที่เปลี่ยนกันทุกปี การออกไปตั้ง Nation Channel และ ASTV ผ่านช่องทางเคเบิล การถ่วงรั้งไม่ให้ กสช. เกิดเสียที หรือเคสล่าสุดก็คือการแย่งชิงผลประโยชน์ในไอทีวี โดยสุดท้ายผู้ชนะคือสายนักวิชาการ-NGO ซึ่งมีสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์จาก TDRI เป็นผู้นำ และจากข่าวที่ออกมาวันนี้ (15 มค. 51) เราก็เห็นการ”ปูนบำเน็จ”อย่างงามให้กับเครือเนชั่น
คำถามมีอยู่ว่า ในเมื่อสื่อทุกค่ายต่างถูกขับเคลื่อนโดยผลประโยชน์ สารสนเทศที่ส่งผ่านถูกเจือปนมาด้วยวาระซ่อนเร้น (hidden agenda ไม่ว่าจะเป็นทางการเมืองหรือการค้าก็ตาม) ประชาชนตัวเปล่าๆ อย่างเราจะทำอย่างไรถึงจะมีสื่อที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของเราจริงๆ
ผมได้คำตอบของคำถามแนวนี้มานานแล้ว คำตอบง่ายๆ ที่ผมพูดกับทุกคนเสมอมา นั่นคือ “อยากได้ต้องทำเอง”
(dot สำคัญของแนวคิดนี้ มาจากการพูดคุยกับอดีตเจ้านาย ว่าทำไมแกถึงเขียน Relax NG ทั้งที่มี XML Schema อยู่แล้ว ซึ่งคำตอบว่า “XML Schema มันห่วย แต่เราจะด่าอย่างเดียวก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ต้องสร้างสิ่งที่ดีกว่าขึ้นมาให้ได้ด้วย” ยังประทับใจผมมาจนทุกวันนี้)
แต่ลำพังคำตอบอย่างเดียวคงไม่พอ มีแค่นั้นจะลุกขึ้นสู้ก็คงเป็นตัวประกอบตายโง่ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ยุทธศาสตร์” ว่าเราจะเคลื่อนไหวอย่างไร
อย่างที่เขียนไปแล้วว่า “ผู้ใดคุมสื่อ ผู้นั้นกุมอำนาจ” อำนาจรัฐ (และกลุ่มทุนที่เข้าแทรกแซงอำนาจรัฐ) ทั่วโลกต่างทำทุกวิถีทางที่จะให้ตัวเองเป็นผู้ควบคุมสื่อได้ กลไกสำคัญที่ใช้ก็คือกฎระเบียบของรัฐ (regulation) ซึ่งของเมืองไทยในปัจจุบันก็มีการควบคุมผ่านทางระบบสัมปทาน (สำหรับทีวี) หรือระบบใบอนุญาต (สำหรับการสื่อสาร) การควบคุมโดยกฎระเบียบของรัฐเหล่านี้ เป็นการปิดกั้นโดยอ้อมว่าปัจเจกชนตัวเล็กๆ ไม่สามารถเป็นเจ้าของสื่อได้ ดังจะเห็นจากการจับกุมและปิดสถานีวิทยุท้องถิ่น โดยอาศัยกฎหมายทางการกระจายเสียง เป็นต้น
ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับคนตัวเล็กๆ ก็คือหาสื่อที่ไม่มีการควบคุมของรัฐ (หรือมีก็ให้น้อยที่สุด) เพื่อกระจาย “สารสนเทศ” (ตามคำของ อ.ธวัชชัย) ฟังดูเหมือนยาก แต่จริงๆ เราใกล้ชิดกับมันมากอยู่แล้ว นั่นคือ “อินเทอร์เน็ต” นั่นเอง
ถ้าอ่าน The World is Flat (ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง dot) จะพบว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงสารสนเทศ (ภาษาเพื่อนนักเศรษฐศาสตร์ของผมใช้คำว่า “leverage” - ที่มา) สำหรับประเด็นเรื่องการควบคุมสื่อนี้ อินเทอร์เน็ตทำให้ขอบเขตของ “รัฐชาติ” จางลงไป ซึ่งส่งผลให้ “การควบคุมโดยกลไกของรัฐชาติ” อ่อนแอลงตามมาด้วย
เรียกว่าภาวะ “โลกเสมือนที่เป็นหนึ่ง” ของอินเทอร์เน็ต ทำให้การควบคุมยากกว่าที่เคยเป็นมาหลายเท่า ตัวอย่างง่ายๆ ระดับโลก ใกล้ตัว และทุกคนต้องจำได้ คลิปวิดีโอเพียงอันเดียวใน YouTube ทำให้กลไกการควบคุมสื่อของรัฐไทยที่ดำเนินมาหลายสิบปีต้องพังทลายในชั่วข้ามคืน (เคยเขียนประเด็นนี้ไว้) นี่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมากว่า เราสามารถอาศัยความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย (ซึ่งในอีกแง่ก็คือการเปลี่ยนกฎของเกม) ให้เป็นประโยชน์ได้
เพียงแต่สภาพของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันยังไม่พออีกเช่นกัน เราต้องพัฒนาอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมในอีก 2 แง่มุมหลักๆ
โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเข้าถึงข้อมูล (infrastructure) ซึ่งองค์ประกอบย่อยของมันคือ device+network+conceptual framework เครือข่ายของเนื้อหา (content หรือ information) ที่มีคุณภาพ และเป็นอิสระต่อกัน
ใครที่อ่านบล็อกของ อ. ธวัชชัยมาแล้ว จะเห็นว่ามันเหมือนกับยุทธศาสตร์แม่สีแสงทั้งสามของ อ. เป๊ะ แค่มีชื่อเรียกและวิธีจัดหมวดต่างกันเท่านั้นเอง
Network
เว็บไซต์ OhmyNews ของเกาหลีใต้ เป็นกรณีศึกษาสำคัญของสื่อภาคประชาชน ที่ไม่ว่าองค์กรใดต้องพูดถึงและหวังจะใช้เป็นต้นแบบ
ผมรับรู้เรื่องราวของ OhmyNews มานาน และหวังว่ากระบวนการทางสังคมตามธรรมชาติ จะขับเคลื่อนให้เกิดความสำเร็จแบบเดียวกันในบ้านเราได้บ้าง (ปัจจุบันถึงจะมีประชาไท แต่วัดกันจริงๆ ก็ยังอีกไกล)
ผมมา breakthrough เรื่องนี้จากงานสัมมนาที่ Leeds เมื่อมีการนำเสนอปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของ OhmyNews ว่ามี 3 ประการ
การเมืองในประเทศมันห่วย ประชาชนอยากปฏิรูป สื่อในประเทศก็ยึดครองตลาด ประชาชนไม่มีตัวเลือก คนเกือบทั้งประเทศมีอินเทอร์เน็ตใช้
ปัจจัยสองข้อแรก ผมเชื่อว่าเราไม่ต่างกับเกาหลี แต่ข้อสุดท้ายนี่กลับต่างกันฟ้า-เหว
สถิติที่ผมหาได้คือของ Internet World Stats บอกว่าอัตราส่วนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่อประชากรรวม (internet penetration rate) ของเกาหลีคือ 66.5% (รู้สึกว่าน้อยกว่าที่เคยได้ยินมา แต่ตัวเลขก็ใกล้เคียงกับของ ComScore) ในขณะที่ยอดของประเทศไทยนั้นแกว่งๆ แต่ถ้าเอาตาม Internet World Stats (ซึ่งได้ตัวเลขมาจาก ITU อีกที) คือ 12.6% ในปี 2007
ไม่ว่าความแม่นยำจะมากน้อยแค่ไหน แต่ 66.5% กับ 12.6% นั้นต่างกันอย่างมีนัยยะ ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า ถ้ามีคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเยอะขนาดนั้น สื่ออินเทอร์เน็ตที่เรากำลังจะสร้างก็จะมีอิทธิพลมากจนสามารถ by pass สื่อเก่า (ที่โดนควบคุม) อย่างทีวีได้
สรุปง่ายๆ ว่าเราต้องสร้างอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตระดับเดียวกัน (หรืออย่างน้อยก็น้องๆ) ให้ได้
คำตอบก็ง่ายๆ (แต่ทำยาก) อีกเช่นกัน ถ้ามีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในราคาถูกที่ใครๆ ก็สามารถหาซื้อมาได้อย่างสะดวกใจ (บรอดแบนด์ราคา 500 บาทต่อเดือน แม่ผมยังบอก “แพงไป”) ทำไมคนจะไม่หามาใช้งาน
น่าเศร้าที่ว่า โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมของไทย ก็ถูก regulated!!!
สายโทรศัพท์ (ในแง่นี้คือ communication line) ของประเทศไทยมีเจ้าของเพียงสามรายเท่านั้น คือ TOT, TT&T และ True (ในภาษาโทรคมนาคม สายที่ต่อเข้าถึงบ้านของผู้ใช้โดยตรงนี้เรียกว่า last mile) การลงทุนวางสายแข่งกับสามเจ้านี้เป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ
หันมาดูแบบไร้สายกันบ้าง เครือข่าย cellular ถูกควบคุมโดยระบบสัมปทาน (ซึ่งอยู่ระหว่างการเปลี่ยนไปใช้ระบบใบอนุญาต) และมีผู้เล่นเป็นเอกชนรายใหญ่ 4 เจ้า (ทุกเจ้ายังขาดทุนจากค่าวางโครงข่าย cell site) ส่วนบริการอินเทอร์เน็ตแบบ GPRS/EDGE ผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทุกคนที่ใช้อยู่ก็คงทราบดีว่า “คุณภาพ/ราคา” มันไม่สมกัน ความหวังอย่าง 3G และ WiMAX ก็ถูกกดหัวไว้ด้วยท่าทีงงๆ ของ กทช. ซึ่งเราก็ไม่มีทางทราบได้ว่ารับใบสั่งใครมาหรือเปล่า (คนที่กลัวเสียรายได้ให้กับ Skype มีไม่เยอะนักหรอก)
ความหวังยังมีครับ อยากได้ต้องทำเองเช่นเคย ช่องโหว่ด้าน regulation สำหรับคลื่นความถี่ที่ใช้ใน Wi-Fi ทำให้โครงการ Community Wi-Fi มีความเป็นไปได้ในการ by pass ช่องทางการสื่อสารของกลุ่มทุนทั้งหลาย
ผมคงไม่ลงเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคมาก ในบล็อกของ อ. ธวัชชัยมีพูดไว้บ้างแล้ว หรือถ้าไม่จุใจก็ตามไปอ่าน Wikipedia ในอนาคตอันใกล้นี้ มิตรสหายคนหนึ่งของผมก็จะไปพูดเรื่องนี้ใน BarCamp Bangkok ด้วย ถ้าใครสนใจและไปพอดีก็สอบถามได้ตามสะดวก
Devices
ความจริงอย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับ ก็คือคอมพิวเตอร์พีซีและโน้ตบุ๊คนั้นยังยากเกินไปสำหรับคนกลุ่มหนึ่งในสังคม (ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่เสียด้วย)
ถ้าสร้าง network หรูหราอลังการได้ แต่ไม่มีอุปกรณ์ที่คนทั่วไปสามารถใช้เชื่อมต่อกับ network นั้นได้ก็ไร้ค่า
ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกที่ทั่วโลก และแนวโน้มการแก้ปัญหาก็ไปในทางเดียวกัน นั่นคือสร้างอุปกรณ์ (device) ชนิดใหม่ๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ในตัว และใช้งานได้ง่าย (จริงๆ มันก็คือแนวคิด Ubiquitous Computing นั่นเอง) อุปกรณ์เหล่านี้มีหลากหลายมาก ตั้งแต่ PDA, Smartphone, Simputer, Tablet ไปจนถึงพวกใหม่ๆ หน่อยอย่าง OLPC, ClassmatePC หรือ Eee PC
ทุกค่ายต่างก็ลองผิดลองถูกกันอยู่ว่าอุปกรณ์แบบใดที่เหมาะกับการใช้งานจริง ของพวกนี้ต้องใช้ทรัพยากรสำหรับวิจัยมหาศาลและต้องใช้เวลา อย่างน้อยๆ ปี 2007 เราก็มี iPhone ออกมาพอถูไถได้หนึ่งตัว และกำลังจะมีโคลนตามมาอีกมากในปี 2008 นี้
ประเทศอันยากจนของเราคงไม่สามารถลงทุนวิจัยขนาดนั้นได้ (แค่ขี้เล็บของ Nokia ก็ไม่น่าจะเงินถึง) แต่ถ้าอ้าง Standing on the Shoulders of Giants ก็ต้องบอกว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น
การต่อยอดฮาร์ดแวร์ที่เป็นสถาปัตยกรรมเปิดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงเสียใจมากที่รัฐบาลอนุรักษ์นิยมบอกปัดโครงการนี้ (ทั้งที่ Nicholas Negroponte หัวหน้าโครงการ OLPC ง้อประเทศไทยสุดตัว มาเมืองไทยเองหลายครั้ง ส่งลูกน้องระดับเทพอย่าง Jim Gettys คนทำ X11 มาดูงานถึงเมืองไทยด้วยซ้ำ) เรียกได้ว่าเราบอกปัด “ความรู้ความเชี่ยวชาญ” ของ MIT ที่สะสมมานานและรวมอยู่ใน OLPC ไปอย่างไม่ไยดี คงไม่ต้องบอกว่าราคาของ “ความรู้” นี้มีค่าแค่ไหน
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม โลกก็ยังต้องดำเนินต่อไป ถึงแม้จะไม่ได้ OLPC มา ด้วยกลไกตลาดเราสามารถหาซื้ออุปกรณ์ใกล้เคียงอย่าง Eee PC ได้ไม่ยาก ในช่วงสองสามปีข้างหน้าโลกจะยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูกกันอีกซักพักกว่าจะลงตัว
เป้าหมายสูงสุดเป็นแบบที่ อ. ธวัชชัยว่าไว้ คือ ถ้าไปตลาดสดแล้วเห็น “คนธรรมดา” หยิบอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้แทนการอ่านหนังสือพิมพ์ นั่นแปลว่าประสบความสำเร็จแล้ว
Conceptual Framework
โครงสร้างพื้นฐานทาง network และ device นั้นเป็นเพียงแค่โครงสร้างด้านกายภาพ (physical) เท่านั้น เรายังมีโครงสร้างพื้นฐานทางความคิด (conceptual) ที่ต้องทำอยู่
โครงสร้างพื้นฐานทางความคิดคืออะไร ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็ทำยังไงก็ได้ (ไม่ว่าสร้างหรือทำลาย) กับชุดหรือระบบความคิด เพื่อให้ flow of information นั้นไหลได้อย่างอิสระ (อ่านรายละเอียดได้ในบล็อกของคุณ iTeau)
มีอะไรบ้าง มากมาย
ระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะกับโลกยุคดิจิทัล (เริ่มไปบ้างแล้วใน Creative Commons Thailand) ช่วยให้การต่อยอดผลงานทำได้ง่ายขึ้น ระบบกฎหมายที่เกี่ยวกับสารสนเทศ - ต้องคุ้มครองคนที่มีความตั้งใจดี ยังมีกฎหมายเรื่องนี้อีกหลายฉบับที่โดนดองไว้ มาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูล (นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมผมต้องต่อสู้เพื่อ ODF หรือ web standard) ส่งเสริม interoperability ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดมีโครงการ OLPC ในไทยจริง แต่หน่วยงานราชการดัน “กระแดะ” ส่งเอกสารเป็น .doc มันจะมีค่าอะไร Net neutrality - ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึง Internet Censorship - ให้กลไกตลาดเป็นคนตัดสินดีกว่าไหม การสนับสนุนคนพิการให้เข้าถึงข้อมูล - ทำไมพวกเขาถึงอ่านเว็บได้ไม่สะดวกเหมือนคนปกติ แนวคิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ - ทำอย่างไรคนถึงจะอยาก “แชร์” มากขึ้น จากเดิมที่เสพสื่อเพียงทางเดียว ฯลฯ
เป้าหมายในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานคือการทำให้คนเข้าถึงข้อมูล (หรือ “สารสนเทศ”) ได้ง่ายที่สุด ในราคาถูกที่สุด และข้อมูลสามารถส่งผ่านได้โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น (เช่น การบีบแบนด์วิธ การบล็อค/แบน ปัญหาฟอร์แมต ปัญหากฎหมาย ฯลฯ)
ส่วนตัวเนื้อหา (content) ของข้อมูลจะเป็นอะไรนั้น ผมเชื่อในหลักของกลไกตลาด และการคัดเลือกตามธรรมชาติว่า สุดท้ายข้อมูลที่มีคุณภาพเท่านั้นจะคงอยู่ในระยะยาว
ดังนั้นเป้าหมายของส่วนเนื้อหาก็คือ ทำอย่างไรเราจะสร้างเนื้อหา “จำนวน” มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหวังว่าเมื่อผ่านกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติแล้ว เราจะมีเนื้อหาคุณภาพดีเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก
ผู้สร้างเนื้อหาก็ไม่ใช่ใครอื่น ผู้ใช้ในระดับปัจเจกทุกคน ตามหลักของ User-generated content นั่นเอง
จากการทำเว็บที่เน้นเนื้อหาอย่าง Blognone ผมคิดว่าปัจจัยสำคัญของการสร้างเนื้อหาคือความเชี่ยวชาญ (expertise) ในเรื่องนั้นๆ อย่างผมเองจะให้ไปทำเว็บเกี่ยวกับสุขภาพหรือกีฬาก็คงไม่สามารถ แต่สิ่งที่ผมเชื่อก็คือ ไม่ว่าเนื้อหาจะเป็นหัวข้อ (topic of content) อะไรก็ตาม กระบวนการ (process of creating content) นั้นคล้ายคลึงกัน และสามารถส่งต่อความเชี่ยวชาญในกระบวนการนั้นไปให้กันได้
ตัวอย่างงานที่จำเป็นในกระบวนการก็มีซ้ำๆ ซากๆ ตั้งแต่วิธีการเขียน HTML, ทำเว็บอย่างไรให้ search engine หาเจอ, ทำอย่างไรให้คนมาเข้าร่วม ไปจนถึงว่าสมาชิกทะเลาะกันแล้ว เราควรทำอย่างไร ฯลฯ
จะเห็นว่าขั้นตอนหลายอย่างนั้น ในปัจจุบันก็สามารถ “ลัด” ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปทำใหม่ทุกครั้ง เช่น อยากมีบล็อกเดี๋ยวนี้ก็ไม่ต้องเริ่มตั้งแต่หัดเขียน HTML แต่สามารถใช้บริการ blog service provider อย่าง Exteen หรือ GotoKnow ได้ทันที หรือถ้าอยากทำเว็บแบบ YouTube, Digg ก็มีซอฟต์แวร์โคลนมากมายในท้องตลาด อยากมีเซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูงก็ไม่ต้องเริ่มตั้งแต่ตั้ง data center ซื้อ EC2/S3 จาก Amazon ได้เลย
ถ้าเรา “ส่งผ่าน” ความเชี่ยวชาญแบบนี้ให้กันได้จนถึงระดับที่ว่า ใครก็ตามที่อยากเผยแพร่เนื้อหาในหัวข้อที่ตัวเองสนใจ สามารถทำได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงมากนัก เราก็น่าจะเห็นเว็บไซต์เนื้อหาดีๆ จำนวนมากในหัวข้อที่หลากหลาย ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด (และรอการคัดสรรต่อไป) ปัญหาทำนองว่าทำสื่อเด็กแล้วไม่มีทีวีช่องไหนยอมฉายก็จะบรรเทาลง ถ้ากลุ่มทำสื่อนั้นรู้วิธีการทำรายการเพื่อฉายออนไลน์ได้ (ซึ่งอาจเรียนมาจาก DuoCore) โดยต้องทำควบคู่ไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มฐานผู้ชม เป็นต้น
การ “ส่งผ่านความเชี่ยวชาญ” เกิดขึ้นได้หลายทาง ตั้งแต่จัดสร้างซอฟต์แวร์ (ในกรณีของ CMS) หรือจัดสร้างบริการ (ในกรณีของ blog service provider) เขียนเล่าประสบการณ์ลง blog หรือกิจกรรมพบเจอหน้าอย่าง YouFest หรือ BarCamp ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็คือการเอาความเชี่ยวชาญส่วนตนมาแลกเปลี่ยนให้คนอื่นได้รับรู้
ผมเชื่อมั่นในทฤษฎีปัญญารวมหมู่ (Collective intelligence) ต่อให้เก่งเท่าไอน์สไตน์ ยังไงก็ไม่มีทางค้นคว้าได้เท่ากับนักวิจัยจำนวนมากๆ มาทำงานร่วมกันได้ (เคยเขียนเรื่องนี้ใน Innovation Happens Elsewhere) ถึงแม้ผมจะเกลียดสื่อในเครือ Manager เข้าไส้ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่า Manager.co.th ทำได้ดีมาก และประเมินแล้วเราคงไม่มีทางสร้างเว็บไซต์ระดับนั้นได้ด้วยกำลังเงินและกำลังคนที่มีอยู่
แต่ถ้าเป็น “เรา” หลายๆ คนร่วมกันล่ะ?
ด้วยเทคโนโลยีการกระจายข้อมูลในปัจจุบัน (อย่างเช่น feed aggregator) มันก็เป็นไปได้ว่า สิ่งที่จะมาล้ม Manager.co.th ไม่ใช่ something.co.th เพียงลำพัง แต่เป็นเครือข่ายของเนื้อหา (network of content) ที่กระจายตัวอย่างอิสระ ลองคิดสภาพการเอาข่าวการเมืองจากประชาไท มาผสมกับข่าวไอทีจาก Blognone เติมด้วยเนื้อหาสาระอื่นๆ จากบล็อกใครสักคนใน GotoKnow หรือเนื้อหาวัยรุ่นจากบล็อกใน Exteen มันจะทรงพลังแค่ไหน (แถมถ้าไม่ชอบใจเนื้อหาส่วนไหน ก็สามารถถอดเปลี่ยนได้ทันทีไม่โดนบังคับอ่าน)
เพียงแต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นได้ เราต้องมี “เนื้อหาต้นทาง” (primary source) ที่มีคุณภาพและหลากหลายพอเสียก่อน ซึ่งจะทำได้ก็ต้องใช้ “การส่งผ่านความเชี่ยวชาญ” แบบที่เขียนไปแล้วข้างต้น
ผมจึงดีใจมากที่วันนี้ (ที่เขียน) อ. รวิทัต มาแจ้งข่าวการเปิดเว็บใหม่ ThaiMacGeeks ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการส่งผ่านความเชี่ยวชาญนั้น (ใช้ Blognone model + topic of content ที่เป็น niche และยังเป็นที่ต้องการ) รวมไปถึงชุมชนนักพัฒนาเกมที่เคยเขียนถึงด้วย หวังว่าจะมีอะไรทำนองนี้เกิดขึ้นมาอีกเรื่อยๆ
ประเทศไทยกำลังอยู่ในหล่มปลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ ประสิทธิภาพในการผลิตหรือการแข่งขัน และที่สำคัญที่สุดคือทางความคิด ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด
เราจะไม่มีวันที่หลุดพ้นจากหล่มปลักทางความคิดได้ ตราบใดก็ตามที่การเผยแพร่ความคิดทางสื่อยังเป็นเช่นในปัจจุบัน (มี “มือที่มองไม่เห็น” มากมายมาปิดกั้นไว้) หนทางเดียวที่จะทำได้คือการสร้าง “พื้นที่” ใหม่ๆ ที่มือเหล่านั้นไม่สามารถเข้ามามีอิทธิพลได้อีกต่อไป
ผมไม่หวังว่าระยะอันใกล้นี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง แค่เอาตัวประเทศให้รอดก็ยากแล้ว แต่ในระยะยาวหลักสิบปี ถ้าเราสามารถ “ปฎิวัติสารสนเทศ” ได้ ประเทศเราก็น่าจะพอกลับเข้ามายืนอยู่ในสายตาคนอื่นได้บ้าง
อย่าเพิ่งโทษกระทรวงศึกษา อย่าโทษนักการเมือง หรือแม้แต่ระบบอำมาตยาข้าราชการ ที่เห็นเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะคนรุ่นก่อนหน้าเรา หรือแม้กระทั่งรุ่นเราเอง เอาแต่หาแพะรับบาป แล้วก็กลับไปใช้ชีวิต happy ต่อไป
จำได้ไหมครับ ผมเขียนไว้ตั้งแต่แรกว่า “อยากได้ต้องทำเอง”
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาผมเจอคนเจ๋งๆ มากมาย แต่ละคนมีเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป แต่ทุกคนมีเป้าหมายตรงกันคืออยากให้ประเทศเจริญ ความรู้ความคิดทั้งหมดที่ประมวลออกมาในบล็อกนี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยถ้าผมไม่เจอคนเหล่านี้ และแน่นอน เป้าหมายที่เขียนมาตั้งยาวนี้ มันยิ่งใหญ่และซับซ้อนกว่าการเขียนบล็อกอันนี้หลายเท่าตัวนัก
ผมจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มต้นรู้จักกับ อ. ธวัชชัยได้อย่างไร (เข้าใจว่าผ่านทาง dot สักอัน) แต่ผมยอมรับว่า อ. นั้น “เจ๋ง” และจากที่เห็นในบันทึกนี้ เรามีอุดมการณ์เดียวกัน
ผมเชื่อว่าถ้าคุณอ่านบล็อกนี้มาถึงตรงนี้ คุณต้องมีความ “เจ๋ง” อยู่ในตัวบ้างสักทาง (อย่างน้อยก็อึดมากจนยอมทนอ่านบล็อกแสนยาวอันนี้) เรามาร่วมกันเป็น dot ต่อเชื่อมกันเป็นรูปสะพาน ให้ประเทศหลุดพ้นจากหล่มปลัก ด้วยมือของเราเอง ดีไหมครับ
โครงการ WiFi ภาคประชาชนมีเพื่อนน้าของผมคนหนึ่ง "แอบ" ทำอยู่ที่หาดใหญ่ เห็นว่าโดนการสื่อสาร ฯ ไล่ล่าอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นความถี่เปิด เก็บค่าบริการเดือนละสองร้อยบาท แต่มีคนใช้น้อยมาก เพราะคนแถวบ้านต่อ WLAN ไม่เป็น
จุดจุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือคุณภาพผู้รับสารครับ เคยตั้งคำถามหรือไม่ครับ ทำไมละครโทรทัศน์ของไทยห่วย เพราะคนทำอยากทำให้ห่วย หรือคนดูชอบดูของห่วย ? ผมว่าก็คงเกื้อนหนุนจุนเจือกันไป
หากทุกอย่างพร้อม เรามีอินเตอร์เนตราคาถูก เรามีคอมพิวเตอร์ใช้ง่าย ราคาถูก ทุกคนใช้เป็น เรามีเนื้อหาสุดยอด แต่คนส่วนใหญ่ชอบอ่านซ้อเจ็ด ก็จบข่าวครับ
ดังนั้นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ผมคิดถึงอยู่บ่อย ๆ คือสะพานข้ามทางความคิดครับ เราจะเขียนจุดยังไงให้คนมองไม่เห็นจุด สามารถเห็นจุดได้ อย่างน้อย ๆ ผ่านตาร้อยคน อ่านสักยี่สิบคน แล้วเห็นจุดขึ้นมาห้าคนก็ยังดี เพราะข้อมูลจะมีประโยชน์เมื่อมีการเสพข้อมูลครับ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก และผมก็ประสบมากับตัวเอง "ทุกอย่างพร้อม แต่คนรับสารไม่พร้อม"
แม้ความจริงจะเป็นอย่างที่คุณโบบอก ว่าคนรับสารไม่พร้อม
แต่จริงๆแล้วอาจเป็นเพราะคนที่พร้อมในการรับสารซึ่งจริงๆก็มีจำนวนหนึ่งที่ไม่น้อย คนกลุ่มดังกล่าวก็ไม่ได้มีจุดยืน หรือไม่ได้แสดงจุดยืนมากเท่าที่ควร
ถ้าความคิดแบบ “อยากได้ต้องทำเอง” มีมากขึ้นในคนกลุ่มนี้ ก็อาจจะทำให้เกิด tipping point
และน่าจะก่อตัวเป็นสะพานความคิดที่สำคัญได้นะคะ
(แค่รู้สึกว่าตอนนี้คนอยากได้เยอะ ทำคนลงมือทำยังมีไม่เยอะมาก)