How to Build a Community Web Site

บล็อกอันนี้เขียนตอบบล็อกของนายตาหวาน Blog-based game developement-related documentary site

สำหรับเรื่องเต็มๆ ทั้งหมดอ่านได้ที่

สรุปสั้นๆ ว่าคุณ PaePae เสนอโมเดลเว็บไซต์แบบเดียวกับ Blognone แต่เป็นข่าวการพัฒนาเกม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเกมในบ้านเราให้เป็นหลักแหล่ง (ซึ่งต่างไปจากโมเดลแบบ forum ซึ่งปัจจุบันมีหลายเว็บแล้ว)

ผมขอตอบเป็นบล็อกดังนี้ครับ

เป้าหมายแรกเริ่มของ Blognone คือเป็นสื่อไอทีคุณภาพ (ซึ่งตอนนั้นตลาดยังไม่มี ส่วนตอนนี้จะนับว่าเป็นสื่อคุณภาพหรือยัง ผมไม่ใช่คนตัดสิน) ที่ใครๆ ก็เข้ามามีส่วนร่วมได้ หลักการนี้อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่าไม่มีใครเชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง (อย่างผมเองโตมาในสายโอเพนซอร์ส ถ้าจะให้มาทำเรื่องการพัฒนาเกมก็ใบ้กิน) ดังนั้นถ้าเราสามารถรวมเอาความเชี่ยวชาญจากบุคคลากรจำนวนมากในวงการ แล้วมาเชื่อมกันผ่านช่องทางการสื่อสารราคาถูกอย่างอินเทอร์เน็ต มันก็ควรจะได้อะไรดีๆ กลับมามากกว่าทำเองอยู่คนเดียว

โมเดลนี้เกิดขึ้นมานานแล้วในเมืองนอก ต้นแบบที่สำคัญของ Blognone คือ Slashdot ซึ่งข้ามชั้นจากสื่อที่ได้รับการยอมรับ ไปเป็นวัฒนธรรมของคนไซเบอร์กลุ่มหนึ่งไปแล้ว ดังนั้นก็ไม่ต้องคิดมาก ลอกโมเดลของ Slashdot มาเลย

ปัจจุบัน Blognone มีอายุ 3 ปีกว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมายังไม่มากแต่ก็พอสมควร ซึ่งหลายอย่างก็สอนผมว่าโมเดลแบบนี้ถึงแม้จะมีหลายจุดย่อยๆ ที่ไม่เวิร์คสำหรับคนไทย (เช่น วัฒนธรรมการแสดงความคิดเห็นที่น้อยกว่าอย่างชัดเจน, การมองว่า flame war คือความแตกแยก ในขณะที่ฝรั่งมองต่างออกไป) แต่ในหลักใหญ่แล้วมันเป็นไปได้

อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลด้านความเช่ียวชาญที่กล่าวไปแล้ว Blognone ยังไม่ (และไม่มีวัน) จะครอบคลุมเนื้อหาทุกประเภทในวงการไอทีได้ ถึงแม้ผมจะคิดว่าเราทำเรื่องแอปเปิล กูเกิล โอเพนซอร์ส และอินเทอร์เน็ตได้ค่อนข้างดี แต่ก็ยังขาดเรื่องฮาร์ดแวร์ การพัฒนาโปรแกรม ไอทีในองค์กร gadget วงการเน็ตเวิร์ค ฯลฯ อีกมาก ซึ่งด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ และแนวทางการทำงานด้วยความสมัครใจ ผมก็คงไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือไปจากเชิญชวนให้คนมาเขียนกันเยอะๆ เพื่อความหลากหลายได้ (และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมง้อคนเขียนมากกว่าคนอ่านมาก)

ดังนั้นผมจึงยินดีมาก ถ้ามีการสร้างชุมชนเฉพาะทางโดยใช้โมเดลตามแบบ Blognone ไม่ว่าจะเป็นแบบที่คุณ PaePae และคุณตาหวานเสนอสำหรับเรื่องการพัฒนาเกม หรือแบบอื่นใดก็ตาม และผมก็หวังว่าชุมชนใหม่ๆ เหล่านี้จะไม่ต้อง reinvent the wheel โดยนำประสบการณ์ของ Blognone ซึ่งลองผิดลองถูกมามากไปใช้ได้

สำหรับการสร้างและดูแล community นั้น ผมมีคำแนะนำ 3 ข้อ

1. ลด Participation Cost ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ Wikipedia ประสบความสำเร็จ คือระยะห่างระหว่างเรากับการเข้าไปร่วมเขียน Wikipedia มีเพียง “1 click away” เท่านั้น นั่นคือการคลิกที่แท็บ Edit ในแต่ละหน้า ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องล็อกอิน ไม่ต้องมีเกียรติบัตรรับรองว่าเป็นจอมปราชญ์ในตำนาน ไม่ว่าใครก็ตาม คลิกแท็บ Edit เพียงครั้งเดียวก็สามารถแก้ Wikipedia ได้แล้ว

ในทางเศรษฐศาสตร์สิ่งนี้เรียกว่า Participation Cost หรือค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม มันเป็นเรื่องเดียวกับว่าทำไมเราถึงยอมจ่ายเงินแพงกว่าอีกหน่อย เพื่อซื้อของแบรนด์เนม (คำตอบ: เพราะเราถูกทำให้เชื่อว่าของแบรนด์เนมคุณภาพดีกว่า เราได้ผลตอบแทนกลับไปเยอะกว่าสำหรับ Participation Cost ที่ใกล้เคียงกัน)

สำหรับชุมชนเกิดใหม่ที่ยังไม่มีสิ่งดึงดูดใจด้านคุณภาพได้ถึงขนาดนั้น สิ่งเดียวที่ทำได้คือการลดราคา หรือในที่นี่คือการลด Participation Cost ลงมานั่นเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม (สมัยก่อน) Blognone ถึงเปิดให้คอมเมนต์ได้โดยไม่ต้องล็อกอิน ทำไมเราถึงนำระบบ Upcoming มาใช้งานโดยเปิดรับข่าวจากใครก็ได้ที่เป็นสมาชิก ทำไมสมาชิก Blognone ถึงสามารถนำล็อกอินเดิมไปใช้ในเว็บลูกได้โดยไม่ต้องสมัครใหม่ ฯลฯ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อการมีส่วนร่วม (participation) เพิ่มขึ้น คุณค่า (value) ที่ผู้อ่านจะได้กลับไปมันก็เพิ่มขึ้นตามไปเอง

ดังนั้นสิ่งที่ชุมชนสร้างใหม่ต้องใส่ใจให้มากที่สุดก็คือการลดกำแพงระหว่างเรากับคนอื่นให้มากที่สุดนั้นเอง

2. คุณภาพ

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่แบรนด์นำหน้าการตลาดชนิดอื่น ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในใจผู้บริโภคกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการซื้อหาเลือกใช้บริการ สำหรับเว็บไซต์ก็เช่นกัน ถ้าผู้อ่านมั่นใจว่าเข้าเว็บไซต์ยี่ห้อนี้แล้ว ย่อมจะได้เนื้อหาคุณภาพดีกลับไป ผู้อ่านก็จะเข้ามาอีก ชวนเพื่อนเข้ามาเพิ่ม และผู้อ่านจำนวนหนึ่งในนี้จะผันตัวเองกลายมาเป็นผู้เขียนในที่สุด

ดังนั้นผมจึงเข้มงวดและใส่ใจกับคุณภาพเป็นอย่างมาก ในแง่หนึ่งมันถือเป็นการเพิ่ม value (ซึ่งผู้อ่านจะนำไปเปรียบเทียบกับ participation cost ว่าจ่ายไปแล้วคุ้มหรือไม่) แต่ในอีกแง่มันก็เป็นการลงทุนทางแบรนด์ที่ถูกที่สุดนั่นเอง

นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำไมผมเข้มงวดกับการตรวจตัวสะกด รูปแบบการเขียนข่าว การใส่ที่มา ใส่แหล่งอ้างอิงเอามากๆ เพราะผมถือว่านี่เป็นการการันตีคุณภาพของข่าวในระดับหนึ่ง (ถึงแม้จะไม่รวมส่วนของเนื้อหา) ซึ่งมันก็ส่งผลลัพธ์สุดท้ายไปยังแบรนด์ตามที่ว่ามาแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรื่องการควบคุมคุณภาพเป็น trade off กับ participation cost (ซึ่งคุณตาหวานได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาแล้ว โดยใช้ Wikipedia syntax เป็นตัวอย่าง) ความยากอยู่ท่ีการปรับสมดุลระหว่างสองเรื่องนี้ ในเวลาที่เหมาะสมนั่นเอง

ประสบการณ์สอนผมว่าการทำเว็บคนน้อยๆ กับคนเยอะๆ มันต่างกันโดยสิ้นเชิง นโยบายในเรื่องคุณภาพย่อมต่างกัน สรุปสั้นๆ ว่าขอให้มอง participation cost เป็นหลัก แล้วเรื่องคุณภาพตามมาเป็นที่สองเสมอ

3. ความสม่ำเสมอ

กราฟอัตราการเติบโตของเว็บไซต์นั้นเป็น exponential เมื่อผ่านจุด tipping point จุดหนึ่งแล้ว เว็บมันก็จะโตต่อเนื่องไปได้เองโดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรมันมาก สิ่งที่ยากที่สุดคือเราจะทำอย่างไรให้ไปถึง tipping point นั้น

คำตอบตายตัวคงไม่มี แต่วิธีที่ Blognone ใช้ (เล่าไปก็น่าอายมาก) นั่นคือใช้ “พลังถึก” ครับ ในปัจจุบันที่คนอ่านเหยียบหมื่น มันก็อาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในสมัยที่คนอ่านแค่หลักสิบหลักร้อย สิ่งที่ผมกับลิ่วทำก็คือเขียนมันต่อไป ถึงจะแค่สองคนแต่ก็อย่าไปยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ

เราเขียนกันสองคนอยู่ปีกว่าจึงจะเริ่มจุดติด ถึงจะเหน็ดเหนื่อยยาวนานแต่ผลสุดท้ายมันก็คุ้มค่า ผมจำได้แม่นว่าวันแรกที่คนเข้าเกินพันนั้นตื่นเต้นกันแทบฉลอง

พอมาถึงวันนี้ผมมองย้อนกลับไปเห็นการเกิดใหม่และแตกดับของเว็บไซต์ชุมชนหลายแห่ง ซึ่งแทบทุกแห่งล้มเหลวด้วยเหตุผลเดียวกันนั่นคือ เริ่มต้นดูดี ไฟแรง แต่สุดท้ายยอมแพ้ไปก่อนเพราะไม่รู้เมื่อไรจะถึง tipping point เสียทีนั่นเอง

ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมีประโยชน์ต่อสังคม (ถึงแม้จะกลุ่มเล็กๆ) ก็ขอให้อย่าท้อถอย เปลี่ยนแปลงได้ ปรับปรุงได้ แต่อย่าเลิกล้ม สุดท้ายจะมีคนเห็นความตั้งใจดีของเราแน่นอน

สรุป

จะเห็นว่าผมไม่ได้พูดเรื่องเทคนิคเลย เพราะหลักสำคัญอยู่ที่ 1.) การมีส่วนร่วม และ 2.) เนื้อหา มากกว่า อย่างไรก็ตามถ้ามีปัญหาด้านเทคนิค (โดยเฉพาะ Drupal) หรือปัญหาอื่นๆ อะไรก็ตาม ผมยินดีช่วยเหลือครับ

ผมว่า สำคัญสุดคือ เน้น "พลังถึก" :D

tipping point ที่ว่าก็คือ critical mass ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

ที่แย่ก็คือไม่ว่าจะผ่านการวิจัยกันมากี่ร้อนกี่พันรอบแล้วก็ตาม เราก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่า critical mass มันคือเท่าไหร่นี่สิ

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.