ซื้อนิตยสาร Monocle มาอ่าน
คำนิยามของ Monocle คือแมกกาซีนเรื่องซีเรียส (การต่างประเทศ การเงิน วิทยาการ) ที่นำเสนอด้วยรูปแบบของหนังสือแฟชั่น ถ้าเอาตามทีมงานให้มาคือ Foreign Policy ผสมกับ Vanity Fair แต่ผมไม่เคยอ่านทั้งสองเล่มเลยนึกภาพตามไม่ออก คิดว่าคำนิยามของคุณคนนี้ที่บอกว่า Economist ผสม Wallpaper นี่เข้าท่ากว่า
Monocle แบ่งตัวเองออกเป็น 5 เซคชัน เรียงตามตัวย่อ A-E
นอกจากนี้ยังมีเซคชันพิเศษอีก 2 อัน คือ Expo ซึ่งผมเข้าใจว่าพาเจาะลึกประเทศต่างๆ (เล่มนี้เป็นสโลวีเนีย) และการ์ตูนญี่ปุ่น Kita Koga ซึ่งอ่านจากขวาไปซ้าย!! (ภาพตัวอย่าง)
ฉบับที่ซื้อคืิอปี 1 ฉบับ 9 แถม supplement เล่มเล็กแยกพิเศษชื่อ Travel Top Fifty 2007/08 ซึ่งรวมโรงแรมหรู สนามบินสวย รีสอร์ตชั้นดีทั่วโลกมารีวิว
ความรู้สึกแรกจับคือหนังสือสวยมาก มีธีมการจัดเลย์เอาท์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง (เช่น มีเบอร์กำกับรูปเสมอเพื่อไว้อ้างอิง, เครื่องหมาย quote ใช้ 66 กับ 99) เนื้อหานี่ยังอ่านไปได้นิดเดียวยากจะสรุปได้ว่าดีแค่ไหน แต่ที่พอบรรยายได้คือเหมือน Economist เวอร์ชันเจือจางลงมา และมองโลกออกไปจากสื่อกระแสหลักพอสมควร (คิดไม่ออกลองดูงานของ คนชายขอบ จะคล้ายๆ กัน)
ที่ประทับใจเป็นพิเศษคือ Monocle วางตัวเองเป็นแมกกาซีนที่ไม่ยึดติดกับประเทศใดๆ Monocle มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอน แต่สาขาโตเกียว นิวยอร์ก ซูริกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ที่น่าสนใจคือหน่วยเงินในหนังสือกลับไม่ใช้สกุลเงินอันใดอันหนึ่งของ 4 ประเทศนี้ กลับใช้สกุลเงินไร้สัญชาติอย่างยูโรแทน
บรรดาคอลัมนิสต์ในเล่มก็มาจากหลายที่ นอกจากฝั่งยุโรปที่เยอะพอฟัดเหวี่ยงกับอเมริกาแล้ว ยังมีจากออสเตรเลียและญี่ปุ่นประปราย ถึงแม้จะยังไม่มีนักเขียนจากภูมิภาคอื่นๆ (เช่น จีน) เข้าร่วมมากนัก แต่ก็น่าจะให้มุมมองแบบนานาชาติได้ดีกว่าแมกกาซีนเล่มอื่น
ผมสนใจประเด็นนี้มาก ทุกวันนี้เราเห็นองค์กรข้ามชาติที่สถานะแทบจะเป็น virtual เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ตัวอย่างที่ดีคือ Ubuntu) ซึ่ง Monocle ก็เป็นหนึ่งในนั้น องค์กรเหล่านี้มีวิธีจัดการวัฒนธรรมภายในอย่างไร แน่ละว่าภาษากลางย่อมเป็นภาษาอังกฤษ แต่มันก็ยังมีเรื่องความต่างเวลา กำแพงวัฒนธรรมของนักเขียน ฯลฯ อยู่เสมอ ซึ่งเรื่องพวกนี้คนแถวยุโรปเริ่มคุ้นชิน แต่สำหรับเมืองไทยก็ยังยากอยู่ (ลองนึกเวลาฝรั่งเดินมาถามทางสิครับ วงแตกตลอด โบ้ยกันไปโบ้ยกันมาว่าใครจะเป็นคนตอบ)
Monocle ออกขายปีละ 10 เล่ม ราคาปกเล่มละ 5 ปอนด์ (ถูกมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ) มีสูตรสมาชิกแบบแปลกๆ คือปีละ 75 ปอนด์ โดย 25 ปอนด์ที่เกินมาถือเป็นค่าบริหารจัดการเว็บไซต์ซึ่งมีแต่สมาชิกที่เข้าได้
Verdict: ไม่เป็นสมาชิกแน่ แต่เล่มถัดๆ ไปอาจซื้ออีกถ้า cover story น่าสนใจ
เราก็ว่า lulu พูดถึงใคร mk นี่เอง
โพสต์วันเดียวกันอีก :P
อยู่โน่นซื้อไปเถอะ อยู่นี่โคตรแพง เกือบห้าร้อย - -"
นอกจากแพงแล้วยังช้าด้วย
อ่านเนื้อหาแนวความคิดแล้วน่าสนใจค่ะ
แต่ก็คงได้แต่มองจากบล็อก ซื้อเองในไทย (ถ้ามี) คงไม่ได้ซื้อนา แหะ แหะ
Great picture and thanks for sharing it on Flickr. Used it in a blog article about user-generated magazines. :)