The Design of Everyday Things - Ch 3

ตามที่เกริ่นไปคราวก่อน เริ่มช็อตโน้ตตั้งแต่บทที่ 3 เพราะอ่านถึงบทนี้พอดี ส่วนสองบทแรกถ้าฟิตจะมาเขียนย้อน

Chapter 3: Knowledge in the Head and in the World

บทนี้ว่าด้วยความรู้สองจำพวก: ความรู้ภายใน (หัว)​ กับความรู้ภายนอกหัว (world)

ตัวอย่างที่ยกมาคือพนักงานพิมพ์ดีดสามารถพิมพ์ได้คล่องปี๊ด 120 คำต่อนาที แต่ถ้าแกะคีย์บอร์ดออกมาเป็นตัวๆ แล้วให้พนักงานพวกนี้เรียงกลับเข้ามาใหม่ ทำไมไม่สามารถทำได้?

คำตอบก็คือ เรามี precision in behavior (ความแม่นยำในเชิงพฤติกรรม) แต่ไม่มี precision in knowledge (ความแม่นยำในเชิงความรู้) เหตุผลก็ง่ายๆ ว่าในการใช้ชีวิตทั่วไปนั้น เราไม่มีเหตุอันจำเป็นต้องมี precision in knowledge นั่นเอง

ถ้าถามต่อว่าทำไมไม่จำเป็นต้องมี ก็เพราะว่าเราสามารถหา precision จากที่อื่นมาทดแทนได้ในเกือบทุกกรณี

  1. information is in the world - เราสามารถหาข้อมูลจากสภาพแวดล้อม เช่น ป้าย เครื่องหมาย ฉลาก ฯลฯ มาประกอบเพื่อสร้าง precision รวมได้
  2. โดยทั่วไปแล้ว เราต้องการ precision แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ต้องการความแม่นยำมากๆ แต่อย่างใด เช่น เราแค่ต้องการแยกเหรียญบาทออกจากเหรียญห้าด้วยขนาด แต่เราไม่เคยต้องรู้ว่าบนเหรียญบาทเขียนว่าอะไรบ้าง
  3. ความเป็นไปได้ (probability) ในการใช้งาน ถูกจำกัด (constrain) โดยธรรมชาติอยู่แล้ว (เช่น กฎของฟิสิกส์) ตัวอย่างง่ายๆ ว่าน็อตต้องใส่ในรูที่มีขนาดเท่ากันจึงจะใส่เข้า เป็นต้น
  4. นอกจากถูกจำกัดด้วยกฎธรรมชาติ ก็ยังมีกฎที่เกิดจากการฝึกของสังคม เช่น การไขน็อตเข้าต้องหมุนตามเข็มนาฬิกา

การที่เราจะเรียนรู้อะไรนั้น เรามีวิธีการเรียนรู้ 2 แบบ แยกตามชนิดของความรู้

  • knowledge of (declarative knowledge) รู้ว่าอะไรเป็นอะไร (what) เช่น รู้ว่าไฟแดงต้องหยุดรถ รู้ว่ากรุงเทพเป็นเมืองหลวงของไทย
    • ความรู้แบบนี้ง่ายต่อการบรรยายด้วยข้อความ และง่ายต่อการสอน
  • knowledge how (procedural knowldege) รู้ว่าจะทำได้อย่างไร (how) เช่น รู้ว่าจะแสดงดนตรีได้อย่างไร
    • ความรู้แบบนี้เขียนเป็นข้อความยาก สอนยาก
    • วิธีสอนที่ดีที่สุด คือ ทำให้ดู (demonstration)
    • วิธีเรียนที่ดีที่สุด คือ ฝึก (practice)
    • ความรู้แบบนี้ "largely subconscious"

Memory is the Knowlege in the Head

ความจำ 2 จำพวก

  • ความจำระยะสั้น (Short Term Memory - STM)
    • ปัจจุบัน
    • เก็บเข้าหัวอัตโนมัติ เรียกออกมาได้ทันที
    • มีขนาด (amount) จำกัดประมาณ 5-7 ชิ้น (คนที่ฝึกหน่อยอาจได้ 10-12)
    • เหมือน RAM คือเป็น temporary memory
    • เสียหายง่าย ถ้ามีอะไรมาขัดจังหวะก็ลืมได้
  • ความจำระยะยาว (Long Term Memory - LTM)
    • อดีต
    • ใช้เวลาในการลืม (ทิ้งข้อมูล) และใช้เวลาในการเรียกออกมาใหม่
    • มีขนาดไม่จำกัด (บางงานวิจัยบอกว่า 109 ชิ้น)
    • ไม่ใช่การบันทึก (record) แต่เป็นการตีความประสบการณ์ที่มี ซึ่งผลการตีความแปรผันไปตามระยะเวลาในชีวิต (การตีความครั้งแรกมีน้ำหนักมากที่สุด)

ปัญหาของ STM คือ ความจุ (capacity) ในขณะที่ LTM คือการจัดเก็บ (organization)

คนเรามีวิธีการใช้งานความจำได้ 3 แบบ

  1. arbitary - ความจำแต่ละชิ้นไม่มีความเกี่ยวเนื่องระหว่างกัน เช่น การจำตัวหนังสือ จำตัวเลข จำวิธีการทำงาน (ภาษาบ้านๆ ก็เรียกจำแบบนกแก้วนกขุนทอง)

    ข้อเสียคือ การเรียนรู้ทำได้ยาก และไม่สามารถรู้ว่าเกิดปัญหาได้ (เพราะไม่รู้ความสัมพันธ์) รวมถึงไม่สามารถหาเหตุหรือวิธีแก้ได้ อันนี้ก็ตรงกับที่การศึกษาไทยถูกด่าเสมอมา

  2. meaningful relationship - ดีขึ้นมาหน่อย คือจำโดยนำไปสัมพันธ์กับความรู้เก่าที่มีอยู่ในหัว (ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย)
  3. explanation - อันนี้ดีที่สุด คือหาคำอธิบายสิ่งที่จำเข้าไปได้ด้วย (ซึ่งคำอธิบายนั้นไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ) วิธีคิดแบบนี้เรียกว่า mental model ซึ่งอยู่ในบทที่ 2

Memory is Also Knowledge in the World

พูดถึงความรู้ภายในแล้ว ก็มาดูความรู้ภายนอก (หัว) กันบ้าง

ข้อเสียสำคัญของความรู้ภายนอกก็คือ มันปรากฎเฉพาะที่ที่มันอยู่เท่านั้น (It's available only if you're there)

เรามักใช้ความรู้ภายนอกในการเตือน (reminding) เพราะความรู้ภายในไม่ค่อยเหมาะสำหรับงานนี้ ตัวอย่างการใช้ความรู้ภายนอกในการเตือนก็อย่างเช่น ไดอารี นาฬิกาปลุก หรือจ้างเลขา

การเตือนที่ดีต้องมีทั้ง signal (บอกว่ามีอะไรบางอย่างต้องทำ) และ message (บอกว่าต้องทำอะไร) อย่างนาฬิกาปลุกมีแค่ signal และ post-it note มีแค่ message

(หนังสือเล่มนี้เขียนตั้งแต่ปี 88 ซึ่งคนเขียนฝันว่าอนาคตจะมี PDA ที่ทำได้ทั้งคู่ ตอนนี้มีแล้วแต่ก็ยังห่วยๆ อยู่)

การใช้ความรู้ภายนอกที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Natural mapping อารมณ์ว่าเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าจะใช้อย่างไร

ตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมาคือเตาแก๊ส (ผมว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมาก)​ เตาแก๊สมาตรฐานมี 4 หัว เรียงเป็นจัตุรัส 2x2 แต่ที่เปิดเตาแก๊สมักเรียงมาเป็นแถวยาว 4 อัน คำถามคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนเปิดหัวไหน

ถ้าตอบแบบธรรมดาก็คือแปะ label เข้าไป แต่ถ้ายอดกว่านั้นก็คือเรียงที่เปิดเตาแก๊สเป็น 2x2 ตามหัวเตาเสียก็หมดเรื่อง นี่เป็นตัวอย่างของ natural mapping โดยใช้เกณฑ์ทางกายภาพ

Comments

มีอีกตัวอย่างในหนังสือ ที่ผมชอบ
คือสวิตช์หลอดไฟในห้อง
ก็จะคล้าย ๆ กับเตาแก๊ส คือทำเป็นผังห้องเลย
แต่ท่าทางจะแพง ถ้าทำจริง ๆ เพราะมันคงทำเป็น mass product แบบกล่องสวิตช์ปัจจุบันไม่ได้

mk เคยได้ยินเรื่อง Transactive memory หรือเปล่า
เนื่องจากความจำเรามีจำกัด เมื่ออยู่รวมกัน
เรามักพึ่งพาให้คนอื่นเป็นผู้จำแทนเรา
เช่นในบริษัทฯ เรามักจะเลือกจำความรู้บางอย่าง และเลือกไม่จำความรู้บางอย่าง
โดยเราเลือกไม่จำเพราะเรารู้ว่า เรามีเพื่อนร่วมงานที่เป็น specialist ด้านนั้น พร้อมที่จะให้เราถามอยู่แล้ว
แต่ประเด็นที่ผมชอบในเรื่องความจำร่วมนี้ก็คือ
เวลาแต่งงานหรือยู่ร่วมกัน มันมีความจำร่วมกันบางอย่าง ที่ทั้งสองฝ่าย share กันอยู่
เมื่อไรก็ตามที่แยกหรือตายจากกัน ความจำบางส่วน(ที่ฝากไว้)ก็จะหายไปด้วย
ความรู้สึกตอนที่ความจำบางส่วนหายไปนี่ มันน่าสนใจนะ (ดูโรแมนติกแบบเศร้าๆด้วย)

Add new comment