Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
นิสัยที่ไม่ค่อยดีอย่างหนึ่งของผมคือสมาธิสั้น ทำอะไรหลายอย่างมากเกินไป (มันเลยไม่เสร็จซักอย่าง) ตัวอย่างเช่นหนังสือนี่ อ่าน Strategy Safari ไปได้ครึ่งเล่มก็เกิดอาการเบื่อ (จริงๆ เป็นเพราะบทที่ 5 มันยาก มีแต่ศัพท์จิตวิทยา - อันนี้แก้ตัว) เลยเอาไปคืนห้องสมุดแล้วหาเล่มใหม่มาแทน
หนังสือที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้คือ The Design of Everyday Things ซึ่งเป็นตำราขั้นต้นที่คอร์สการออกแบบ usability ทั้งหลายมักจะแนะนำให้เป็น core reading (ยังไม่ได้ลงคอร์สนี้เพราะเป็นของเทอมหน้า ส่วนหนังสือเทอมนี้ก็ช่างมันไปก่อน อันนี้ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างอีกแล้ว)

Donald Norman เขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ปี 1988 (พิมพ์ครั้งแรกใช้ชื่อว่า The Psychology of Everyday Things) สมัยนั้นคนก็ยังไม่ค่อยสนใจเรื่อง usability มากเหมือนสมัยนี้ แนวคิดของ Norman จึงใหม่มาก และส่งผลให้หนังสือขายดีมาก คำโปรยบนปกฉบับพิมพ์ซ้ำปี 2002 บอกว่าขายได้มากกว่าแสนเล่มเชียว
Donald Norman เป็นอาจารย์ด้าน cognitive science อยู่ที่ UCSD เหตุการณ์ที่ทำให้เขามาเขียนหนังสือเล่มนี้คืออุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมู่เกาะ Three Mile ซึ่งเขาอยู่ในทีมสำรวจ (ทางด้านจิตใจ) ว่าทำไมพนักงานคุมเครื่องถึงตัดสินใจไปแบบนั้น และเขาก็ได้ข้อสรุปว่าพนักงานไม่ผิดพลาดหรอก คนที่พลาดคือคนออกแบบห้อง control room ต่างหาก
ถ้าคิดว่าเคสของ Three Mile อาจจะดูไกลตัวไป กรณีศึกษาคลาสสิคของ Norman คือประตูครับ วิธีการก็ง่ายๆ ลองเดินไปที่ประตูที่ใกล้ตัวที่สุด แล้วถามตัวเองดูว่าประตูนี้ต้องเปิดยังไง ผลัก ดึง หรือเลื่อนไปด้านข้างกันแน่ ผมเชื่อว่าทุกคนคงมีประสบการณ์เดินไปผลักประตู (เพราะมันง่ายกว่าดึง) แต่ผลักไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องลองมาจับๆ ดึงๆ ดูว่ามันเปิดอย่างไรกันแน่
Norman บอกว่านี่มันเป็น "ความผิดพลาด" ของคนออกแบบประตู ที่ทำให้คนเปิดประตู (ผู้ใช้) ไม่สามารถรู้ได้ว่าควรจะเปิดอย่างไร กรณีตัวอย่างที่ใกล้ตัวทุกคนแบบนี้ ทำให้เกิดคำศัพท์เรียกประตูห่วยๆ (ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีอยู่มากมาย) ว่า Norman Door
ผมเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้โดยมากเป็นผู้ชาย และมีหัวทางการใช้อุปกรณ์ไฮเทคอยู่บ้าง (ภาษาวิชาการเรียกว่ามี literacy - อ่าน) คงจะมีประสบการณ์ร่วมว่าคนรอบตัว (โดยเฉพาะสตรีเพศ) มักมีปัญหากับอุปกรณ์ไฮเทค ไม่ว่าจะเป็นมือถือ กล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นดีวีดี รถยนต์ ฯลฯ ประเด็นของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าผู้หญิงโง่กว่าผู้ชาย แต่คำอธิบายซึ่งตามหลังคำขอร้องของคนที่ให้เราช่วย มักออกมาในรูปว่า "ก็ (ชั้น) โง่เรื่องของไฮเทคนี่"
ต่อไปนี้เราก็สามารถปลอบใจคุณสาวๆ เหล่านี้ได้เลยว่า พวกเธอนั้นไม่โง่หรอก คนที่ห่วยคือดีไซเนอร์ต่างหาก ซึ่งนี่เป็นใจความหลักสำคัญของหนังสือเล่มนี้เลย
ถ้าไม่ขีเกียจไปเสียก่อน ผมจะพยายามช็อตโน้ตเนื้อหาใน The Design of Everyday Thing ลงบล็อกให้ครบเล่มนะ
Comments
lulu
5 November, 2007 - 07:55
Permalink
อย่าลืมอ่
อย่าลืมอ่าน เล่มต่อละ
http://www.amazon.com/Emotional-Design-Love-Everyday-Things/dp/0465051359
wiennat
5 November, 2007 - 10:14
Permalink
เป็นเลมที
เป็นเลมที่อยากอ่านลำดับต้นๆเลย แต่ไม่มีโอกาสซักที
bact'
7 November, 2007 - 14:17
Permalink
กาน้ำชาที
กาน้ำชาที่ยกตัวอย่างในเล่ม ที่มันมีสเต็ปการใช้ 3 ขั้น (ใส่ชา แช่ชา พักชา) แล้วต้องพลิก ๆ น่ะ
ตอนนี้มันก็ยังมีขายอยู่นะ (เคยเห็นที่ห้าง Galeria Kaufhof ที่ Kassel) เคยไปลองพลิก ๆ ดู ท่าทางจะใช้ลำบาก พลิกทีนึงก็กลัวแตกทีนึง (แพงอีกตะหาก - -" เดี๋ยวซวย)
แค่คุยกัน
14 November, 2007 - 11:04
Permalink
่น่าอ่านจ
่น่าอ่านจังเลยครับเล่มนี้ มีคนแปลเป็นภาษาไทยหรือเปล่าครับ
yui
6 March, 2009 - 16:45
Permalink
คนเขียนแอบเหยียดผู้หญิงน่าค่า
คนเขียนแอบเหยียดผู้หญิงน่าค่า_-*-
เอมม่า
29 September, 2009 - 11:53
Permalink
ราคาของหนังสือThe Design of
ราคาของหนังสือThe Design of Everyday Thingsขายในราคาเท่าไหร่
Add new comment