Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
เคยเขียนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ไว้สองตอน (เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร, เรากำลังกลัวโลกาภิวัฒน์)
วันนี้ได้อ่าน กระทู้เด็ดพันทิพ เจอมุมมองเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่น่าสนใจ กลัวว่าเดี๋ยวกระทู้จะหาย เลยขอยกมาบันทึกไว้โดยไม่ขออนุญาตเจ้าของละกัน
ความเห็นที่ 127 โดยบุญชิต ฟักมี
แต่ทำไม"เศรษฐกิจพอเพียง" ถึงเป็นสิ่งเดียว ที่เหล่า "นักจงรักภักดี"
ขานรับกันเป็นเสียงเดียวกันนั่นก็เพราะ "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นเครื่องมือให้เหล่านายทุนดั้งเดิม
คือนายทุนที่ถือครองปัจจัยการผลิตมหาศาล ได้แก่เงินสด และที่ดิน
อันเป็นผลมาจากบรรพบุรุษและระบอบการปกครองเก่า แต่หน้าบาง
เกินกว่าที่จะจัดการบริหารหากำไรเอง การงอกเงยซึ่งทรัพย์สินของ
ทุนรุ่นเก่า คือการรับดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือการปันผลในรูปของการ
สวามิภักดิ์ พินอบพิเทา การให้เกียรติ ให้สิทธิพิเศษต่างๆการทำงานแบบทุนเก่านั้นเน้นการสวามิภักดิ์ และการเชื่อถือในเชื้อสาย
และสี ดังที่หลายๆคนคงจะรู้ว่า ในหลายๆองค์กรที่เป็นองค์กรทุนเก่า
มีการคัดคนเข้าทำงานด้วย “นามสกุล” หรือ “สี” (ของมหาวิทยาลัยที่จบ)
นั่นคือเส้นสายในระบบอุปถัมภ์ ดังที่หลายๆคนคงเคยฟังตลกเจ็บของ
องค์การปูนใหญ่ ว่า “ปูนดีสีอะไรอะไร – สีชมพู”ในขณะที่ทุนนิยมใหม่ หรือทุนนิยมเหิมเกริม จะเติบโตจากการขออุปถัมภ์
ในแง่ของทุน ปัจจัยการผลิต และสัมปทาน หรืออำนาจรัฐจากฝ่ายศักดินา
และตอบแทนด้วยรูปแบบที่กล่าวไปก่อนแล้วเช่นนี้ เศรษฐกิจพอเพียงจะสอนให้คน “พอเพียง” ไม่พยายามเปลี่ยนชนชั้น
ฐานะ หรือเลื่อนฐานะโดยเร็ว เพราะเศรษฐกิจพอเพียงนั้นคนจะต้องบริหาร
ปัจจัยเท่าที่ตัวเองมีอยู่เท่านั้น การขยับขยายอันเกินตัวเช่นการกู้เงินมาลงทุน
เป็นเรื่อง “ไม่พอเพียง” แน่นอนว่าระบบเศรษฐกิจที่คนเราต้องจัดการกับ
ปัจจัยเฉพาะที่ตนมีนี้ ทำให้คนที่ยิ่งมีมาก อำนาจในการจัดการอะไรก็สูงนอกจากนั้นคำอธิบายเชิงเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ได้ให้คนกลุ่มนี้ต้อง
ประหยัด หรือจำกัดจำเขี่ย ด้วย เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเขาบอกว่า ของ
ฟุ่มเฟือยก็ยังใช้ได้ ถ้ามีปัญญาจ่าย เช่น คนเงินเดือนหมื่น ควรใช้ของราคาพัน
แต่คนเงินรายได้หลักล้าน สามารถใช้ของราคาแสนได้ ก็ยังถือว่าพอเพียง
เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายได้เนียนๆว่าทำไมท่านนั้น ท่านนี้
สามารถขับเฟอรารี่คันละหลายล้าน ซื้อแหวนเพชรราคาเท่าบ้านคนชั้นกลาง
ได้อย่างสวยหรู ดูมีหลักการ แถมไม่ขัดแย้งกันเองเช่นนี้ เศรษฐกิจพอเพียง น่าสมาทานด้วยขนาดไหน ?
ผมนึกถึงเจ้านายเก่าผมคนหนึ่ง ที่เป็นราชนิกูลและ "คนใน" ท่านหนึ่ง
เคยบอกผมว่า ท่านซื้อแหวนเพชรนี่ ก็แบบพอเพียงนะ เพราะท่าน ...รวย...
พอที่จะซื้อแหวนเพชรราคาแพงเช่นนี้ได้แบบไม่กระทบกระเทือนส่วนใครที่มีปัจจัยจำกัด แต่ไอเดียหรือความรู้ไม่จำเขี่ย อาจจะเลื่อนชั้นทาง
สังคมได้ หรือผ่านการศึกษามา ระบบพอเพียงก็ไปตัดตอนด้วยระบบ
“จงพอเพียง-อย่าก่อหนี้” ทำให้การเลื่อนชั้นทำได้ช้าตัวอย่างเช่น ป้าแม้น ลุงจาก ขายกล้วยแขก มีสวนกล้วยหนึ่งขนัด มีลูกชาย
กัดฟันส่งเสียจนจบมหาลัย พอดีเด็กมันรักดีเลยไปจบด้านวิทยาการแปรรูป
อาหารจากต่างประเทศ จึงเกิดไอเดียว่าไอ้กล้วยที่พ่อแม่และคนในท้องถิ่น
ปลูกอยู่เนี่ย น่าจะเอามาแปรรูปเป็นขนมของว่างส่งขายได้ แต่ไม่มีทุน ทำ
อย่างไร ถ้าเป็นยุคก่อน เขาก็อาจจะเอาที่ดินไปจำนองซื้อเครื่องจักรหรือลง
ทุน หรือถ้าเป็นยุค “ทักษิโณมิก” ก็อาจจะไปกู้กองทุนหมู่บ้าน โครงการโอ
ทอป หรือธนาคารคนจน อะไรก็ว่าไปแต่ยุคพอเพียง การกู้หนี้ไปเสี่ยงทำธุรกิจที่ไม่แน่นอน ขายไอเดียแบบนี้
เสี่ยงไป “ไม่พอเพียง”ทางเลือกเดียวของพ่อหนุ่มพอเพียง คือไปเป็นลูกจ้างในระบบธุรกิจ หรือ
อุตสาหกรรมให้แก่ทุนนิยมข้างใดข้างหนึ่ง (ไม่ทุนเก่าก็ทุนใหม่) ไว้แก่ๆแล้ว
ถ้าเก็บเงินเก่งๆ (ด้วยการใช้ชีวิตพอเพียง) ค่อยลงทุนด้วยเงินสด เงินเก็บ นะ
ลูกนะยิ่งทุนนิยมศักดินาที่เน้นความพอเพียง ไปเจอไอ้แนวคิดเรื่อง GNH
เทคโนโลยีของภูฏานเข้า ยิ่งสะแด่วแห้ว สามารถเอาไปแปะต่อกับความคิด
พอเพียงได้ทันที ว่าพอเพียงแล้วคนไทยจะมีความสุขเหมือนคนภูฎาน (คนถู
ฎานที่คนไปเรียนต่อเมืองนอกได้ ต้องนามสกุลเหมือนเจ้าผู้ครองนคร
และประเทศยากจน ที่ต้องมีเที่ยวบินตรงมาเมืองไทยเพื่อให้คนกลุ่มบนๆ
ทั้งหลายในสังคมมาคลอดบุตรหรือทำฟันน่ะนะ)เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการพรีซระบบสังคมไว้เหมือนสมัยบ้านเมืองดี
(คือบ้านเมืองดี เหมือนในสมัยราวๆ ปลาย ร.๘ ต้นรัชกาลนี้) ที่ทุนใหม่
ก็เป็นแค่เจ๊ก มีหน้าที่หาเงินมาจ่ายค่าเช่าและดอกเบี้ย อย่าเหิมเกริมมายุ่ง
กับเรื่องการบ้านการเมือง คนไม่มีทุน ก็เป็นไพร่ มีหน้าที่ทำงานเป็นตัวจักร
ให้แก่กิจการของทุนเก่า หรือทุนใหม่ ข้างใดข้างหนึ่ง ระบบชนชั้น และหน้าที่
ระหว่างชนชั้น ชัดเจน ไม่มีการข้ามห้วย หรือถ้ามี ก็ไม่ง่ายนักใครมีเท่าไรใช้เท่านั้น ใครมีน้อยในชาตินี้ถือว่าไม่มีบุญญาธิการเอง ควรใช้
ชีวิตพอเพียงต่อไป อย่าเหิมเกริมมันก็เท่านั้นเอง
ความคิดเห็นที่ 232 โดยปริเยศ
เพราะท้ายที่สุด ข้อสรุปของเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงคือ "การใช้ศรัทธานำหน้าปัญญา โดยเฉพาะศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
เมื่อเป็นพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวภายใต้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ห้ามสงสัย ห้ามตั้งคำถาม ไม่งั้นจะต้องคิดคุก
Comments
zdk
12 September, 2007 - 11:16
Permalink
สะเด็ดจริ
สะเด็ดจริงๆ.. โดนจังๆ
HaMoo
12 September, 2007 - 11:57
Permalink
เรื่องนี้
เรื่องนี้อยู่ที่มุมมองจริงๆ !!
widhaya
12 September, 2007 - 12:16
Permalink
จะเข้าใจเ
จะเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง ต้องเข้าใจเรื่องทางสายกลาง
ถ้าเปรียบประเทศเป็นรถ เศรษฐกิจพอเพียงก็เปรียบเสมือนรถที่มีเบรก
ช่วงไหนทางเรียบก็สามารถเร่งความเร็วได้ ช่วงไหนทางคดเคี้ยว ก็สามารถเหยียบเบรคชะลอความเร็วได้
พอขับเป็นแล้ว ขับได้เร็วกว่ารถที่ไม่มีเบรกอีก
ถ้าไม่เข้าใจเรื่องทางสายกลาง จะเข้าใจว่าขับรถให้เหยียบเบรกอย่างเดียว
แต่อย่างน้อย ถึงจะไม่เข้าใจอะไรเลย การเหยียบเบรกอย่างเดียว ก็ยังอันตรายน้อยกว่าการเหยียบคันเร่งอย่างเดียว
เศรษฐกิจพอเพียงคือให้ขยัน ห้ามขี้เกียจ ให้อดออม ไม่ฟุ้งเฟ้อ รู้จักประเมินตัวเอง
mk
12 September, 2007 - 12:22
Permalink
widhaya:
widhaya: เศรษฐกิจพอเพียงสามารถบอกได้ไหมครับ ว่าความเร็วประมาณไหนเรียกเร็ว ประมาณไหนเรียกช้า
ถ้าขับเฟอรารี่ที่ 200 km/h มันก็อันตราย แต่เราก็อ้าง (ตามที่คุณว่ามา) ว่าเฟอรารี่มีเบรกนะโว้ย (แถมเป็นเบรกพระราชทาน คุณภาพอัดแน่น)
นี่คือประเด็นของบุญชิตกับปริเยศครับ
ทีมงานตะลอน Aut...
12 September, 2007 - 12:42
Permalink
เศรษฐกิจพ
เศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายได้ทุกอย่างในจักรวาล
widhaya
12 September, 2007 - 14:19
Permalink
mk:
mk: ต้องนำมาปฏิบัติครับ จึงจะรู้จักประเมินตนเอง ว่าเร็วช้าขนาดไหน (แต่ละคนไม่เท่ากันหรอก)
ตัวอย่างคือ ถ้าผมเป็นลูกป้าแม้น ผมจะเอากล้วยแขกไปขายที่ทำงานด้วย เก็บเงินให้ได้สัก 100 แล้วกู้สัก 20 แล้วจึงลงทุนทำกล้วยแปรรูปขนาดย่อม เอาประสบการณ์ขายกล้วยแขกที่ทำงานมาใช้ ...
บทสรุปของเศรษฐกิจพอเพียงคือ การใช้ปัญญาอย่างยิ่ง ในการพิจารณาเหตุปัจจัยในทุกด้าน (ไม่ใช่เพียงด้านขับเคลื่อนอย่างเดียว) แต่ต้องใช้ศรัทธามาเป็นตัวเริ่มต้นปฏิบัติ เพื่อพอกพูนปัญญาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปนั่นเอง
ลองคิดดูเล่น ๆ ว่า ถ้าแนวคิดว่าให้ทุกประเทศในโลกต่างเร่งเครื่องกันเต็มที่ ใครวิ่งช้าตายสถานเดียว เราซึ่งอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบอยู่แล้ว จะทันเขาได้ยังไง
เปรียบเหมือนรถที่แข่งกัน ใครอยู่หลังก็สูดควันพิษของคันที่อยู่ข้างหน้าไป
ทางแก้มันก็ต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ว่าเราไม่จำเป็นต้องไปเร่งให้แซงเขาก็ได้ แต่ให้สร้างเกราะป้องกันควันพิษของรถคันข้างหน้าก่อน หยุดเพาะกล้ามของเราก่อน หยุดปรับจูนเครื่องยนต์เราก่อน เมื่อปรับปรุงได้ดีแล้ว จึงค่อยเร่งให้ทันเขาก็ยังไม่สาย ถึงไม่ทันเราก็ไม่ต้องทุกข์จากควันพิษของเขา
DrRider
12 September, 2007 - 14:38
Permalink
แต่ให้สร้
นี่แหละปัญหา จะมีสักกี่คนที่เข้าใจ และพยายามสร้างเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมาเพื่อจูนเครื่องของตัวเอง ถึงจะมีความพยายามก็ถูกคนรอบข้างเบรคไว้เนื่องจาก "ดูไม่พอเพียง" ไปๆ มาๆ เลยกลายเป็น พอเพียง==หยุด ซะเลย
ปัญหาคือตอนนี้ศรัทธามันกลายเป็นลัทธิไปแล้ว เรื่องนี้ดู subjective มากและต้องอาศัยการตีความของแต่ละคน ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มไปซะแบบนั้น
แต่จะว่าไป ถ้าประเมินตัวเองแล้วคิดว่าสามารถทำได้ดี ก็ทำต่อไป ไม่เห็นต้องสนใจว่าคนอื่นจะมองว่าเราพอเพียงหรือไม่ ในเมื่อเราประเมินแล้วว่าเรา "พอเพียง" นิ :)
ABZee
12 September, 2007 - 15:49
Permalink
ผมว่า
ผมว่า ความพอเพียง ความดี หรือความมีคุณธรรมจริยะธรรม มันก็เหมือนๆกันในแง่หนึ่ง
คือมันไม่มีมาตรฐาน ใครๆก็สามารถนำมาอวดอ้างให้กับตัวเองก็ได้ สุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่วาทกรรมอันไพเราะ
ถ้าทุกคนทำความดี สร้างคุณธรรมจริยะธรรม และมีความพอเพียงได้มันก็เป็นสิ่งที่ดี แต่สุดท้ายเราไม่สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นข้อกำหนดของสังคมได้ เพราะไม่มีใครเชื่อว่าเขาดีจริง เขามีคุณธรรมจริยะธรรมจริง หรือเขาพอเพียงจริงๆ
ผมเกลียดคนพูดว่าตัวเองดี เกลียดคนพูดว่าตัวเองมีคุณธรรมจริยะธรรม และเดี๋ยวนี้ผมเริ่มเกลียดคนเรียกตัวเองว่ามีความพอเพียงด้วยแล้ว
widhaya
12 September, 2007 - 18:15
Permalink
มันยากตอน
มันยากตอนที่เริ่มต้นนำมาปฏิบัตินี่แหละครับ
ต้องใช้ปัญญาวิเคราะห์ว่าแนวทางนี้ดีหรือไม่ เมื่อตัดสินใจว่าดีแล้ว ต้องใช้ศรัทธาอดทนทุกอย่างในการพิสูจน์แนวคิด บวกกับปัญญาในการวิเคราะห์ว่า "สายกลาง" ของเรา "กลาง" จริงหรือยัง ความโปร่งใจและความเดือดร้อนใจเป็นมาตรวัดผลของการกระทำ ก็ต้องปรับปรุงไปเรื่อย ไม่ง่าย แต่หวังได้ว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าใช้กติกาเก่า
เวลาคือเครื่องพิสูจน์ โลกหรือประเทศไทยคงยังไม่แตกดับในช่วง ๑๐ ปีนี้ดอก
(ว่าคนเริ่มปฏิบัติมันยากแล้ว คนคิดยากกว่าหลายเท่า สุดท้ายคนที่วางรากฐานจนทำให้มีคนมาคิดแบบนี้ได้นี่ มันจินตนาการความยากไม่ได้เลย)
doromoji
12 September, 2007 - 21:20
Permalink
ผมไม่ใช่ผ
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ แต่ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยละกันครับ เพราะพอจะมีข้อมูลอันน้อยนิดอยู่บ้าง
เศรษฐกิจพอเพียง เนี่ยเค้ามีนิยามอยู่ 3 ข้อครับ คือ
พอประมาณไม่มากเกินไม่น้อยเกิน ซึ่งก็น่าจะชัดเจนตามโลกที่เป็น อะไรที่มันสุดโต่งมักจะไม่ยืนยาว
ความมีเหตุผล การลงทุน หรือการใช้เงิน ก็ควรจะเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล อันนี้ผมว่าอาจจะเนื่องมาจาก หลายๆครั้ง เศรษฐกิจยุคใหม่ เราเน้นไปทางการเก็งกำไร รวมถึงการใช้เงิน เราก็เก็งกันว่าจะหาเงินมาชำระได้ทัน
การมีภูมิคุ้มกันที่ดี คือการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผมชอบสามคำนี้ เพราะผมว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะเรียกว่าพอดีแล้วน่ะครับ การจะรับไปปฏิบัติ ก็ไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไร
เมื่อก่อนผมได้ยินราชการพูดสามคำนี้กันบ่อยๆ โดยไม่ได้อธิบาย ก็คิดแต่เพียงว่าเป็นคำพูดสวยหรูครับ
tee
12 September, 2007 - 22:47
Permalink
ประสบการณ
ประสบการณ์มีหรือยังล่ะ มาถึงจะตั้งโรงงาน จำเป็นหรือว่าจะต้องตั้งโรงงานแปรรูป ถ้าคุณมีวิธีคิดที่ชาญฉลาดและเข้มแข็งอยู่แล้ว
เศรษฐกิจพอเพียงอธิบายได้ไม่ชัดสำหรับพวกที่ทำธุรกิจอย่างเดียวเพื่อหาซื้อปัจจัยสี่ เพราะลำพังวิธีคิดที่จะหาเงินเพื่อเอามาซื้อกินอย่างเดียวก็เป็นหนทางที่เสี่ยงพอดูอยู่แล้ว แค่นี้ก็เริ่มหลุดออกจากหลักการแล้ว จะไปพูดถึงทำไมอีกว่าจะแปรรูปกล้วยแขกเพื่อมาซื้อข้าวสารกรอกหม้อล่ะ
ศึกษาให้ถึงแก่นดิ จริงๆ แล้วมันง่ายนิดเดียว ปัจจัยสี่เท่านั้นที่จำเป็น นอกนั้นถ้าอยากจะได้อยากจะมีก็ขึ้นอยู่กับว่ากิเลสใครหนามากกว่ากัน
tee
12 September, 2007 - 23:04
Permalink
จะสำรอกคำ
จะสำรอกคำ พอเพียง จากรัฐบาลที่ไม่เคยพอเพียงนี้ หรือจากข้าราชการ โฆษณา ดารา นักร้องก็ทำไป แต่แยกให้ออกว่าอันไหนของเก๊ อันไหนของจริง
เอาเฉพาะที่ดังๆ นะ รู้จัก แหลม ยโสธร ไหม รู้จัก โจน จันได หรือเปล่า ที่สำคัญคือพวกเค้าไม่ได้ยากจนเงินทอง
lawender
13 September, 2007 - 01:06
Permalink
สมมติ... ผมเ
สมมติ...
ผมเิิงินเดือน 40,000 บาท
ผมอยากได้รถ CIVIC ราคา 900,000 บาท
ผ่ิอน 4 ปี เดือนละ 15,000 บาท
ถ้าผมจะซื้อ CIVIC ถามว่ามันจำเป็นมั้ย ตอบ... ไม่จำเป็น
ผมเป็นหนี้มั้ย... ผมเป็น และมันไม่พอเพียง มันฟุ่มเฟือย
เพราะผมไม่มีรถ ผมก็ไปไหนมาไหนได้โดยไม่ลำบากนัก
ถ้าผมไม่ซื้อ CIVIC คนทั่วไปไม่ซื้อรถยนต์ นั่งรถเมล์ BTS กันแทน
จากยอดขายปีละ 700,000 คัน ลดเหลือ 350,000 คัน
ถามว่า คนงานใน HONDA, TOYOTA จะโดน Lay-Off ไปเท่าไหร่
ผมไปบอกคนเหล่านั้นได้มั้ยว่าที่คุณตกงาน อย่าไปกลัว.. จงพอเพียง
ผมศรัทธาในพ่อหลวง แต่ผมเชื่อว่า โลกนี้ไม่มีคำตอบอะไร ที่ใช้ได้กับทุกคำถาม
คำว่าพอเพียง ทำให้ผมมีสติ ถ้าผมอยากได้อะไร ผมถามตัวเองว่ามันจะเดือดร้อนไหมถ้าผมดิ้นรนจนได้มันมา
แต่ถ้าผมอยากได้มันจริงๆ เศรษฐกิจทุนนิยมบอกผมว่า ผมต้องพยายามหารายได้มาให้พอกับความอยาก ผมก็ขวยขวาย ย้ายงาน หาทางทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ผมมีเงินมาซื้อ CIVIC
สำหรับผมเอง หัวใจมันอยู่ที่...
1. อย่าก่อหนี้ที่ตัวเองไม่มีปัญญาจ่าย อย่าอยากได้อะไรที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนก็พอ
2. ถ้ามันเป็นของฟุ่มเฟือย จงกลับไปดูข้อ 1 อีกที
mk
13 September, 2007 - 01:55
Permalink
ผมอยากให้
ผมอยากให้ทุกคนอ่านกระทู้พันทิพให้จบ ก่อนตอบความเห็นด้วยครับ
widhaya:
- ความเร็ว "กลางจริง" ของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน แต่รัฐบาลสุรยุทธ์สามารถเลือกความเร็ว "กลางจริง" ได้เพียง 1 จุดเท่านั้น คุณคิดว่าจุดนั้นควรเป็นตัวเลขอะไรครับ 50, 100, 200?
เรื่องพวกนี้ถึงเวลาพูดมันจะ subjective แต่สุดท้ายในเชิงปฏิบัติ ต้องมีจุดแน่นอนอยู่ดี ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงยังตอบคำถามตรงนี้ไม่ได้ แถวบ้านเรียก useless
- ประเทศไทยยังไม่แตกดับใน 10 ปีนี้ แต่คนงานโรงงานเสื้อผ้าที่ถูกปิดไป ไม่มีเงินค่าข้าวให้ลูกไปโรงเรียน ลูกน่าจะอดตายภายใน 3-4 วันนี้ เราจะทำยังไงดีครับ
tee:
แปลว่าอยู่คอนโดกลางกรุง เราต้องปลูกข้าวบนดาดฟ้าถึงจะไม่เสี่ยง? ถ้าฝนไม่ตก เราต้องรอฝนเทียมพระราชทาน?
widhaya
13 September, 2007 - 07:56
Permalink
ผมยังมีปั
ผมยังมีปัญญาน้อย ยอมรับตัวเองว่าไม่สามารถคิดแทนรัฐบาลได้เลย
คิดได้แค่วงแคบ ๆ ของผมเพียงว่า ถึงแม้รัฐบาลจะเป็นรัฐบาลเป็ดง่อยที่ไม่ทำอะไรเลย
ผมก็ต้องทำให้วงของผมสามารถยืนอยู่ได้ แค่นี้เองครับ
ปัญหาที่เป็นผลจากโรงงานปิด เป็นปัญหาระยะสั้น ที่มันเป็นมาตรแสดงผลออกมาว่าวิธีเก่าน่าจะผิด
ส่วนการแก้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี่มันเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว เป็นเรื่องหลักการ ที่เมื่อนำมาปฏิบัติแล้ว ต้องลงลึกไปถึงว่าให้ใจเกิดความสันโดษ
ถ้าเราเอาผลของข้อผิดพลาดจากวิธีเก่า มาตัดสินว่าวิธีใหม่ผิด คงไม่ยุติธรรมครับ
ผมเคยมีเพื่อนที่อยู่ในสถานการณ์แบบตัวอย่าง คือไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน สมัยปี ๔๐ แต่ตอนนี้ยังอยู่กันครบครับ
การเปลี่ยนผ่านย่อมมีผล ซึ่งอาจเป็นความเจ็บปวดเดือดร้อน แต่ถ้าเราแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ละมุนละม่อม แล้วกลับไปเล่นกันกติกาเก่า มันจะเหมือนกับการใส่ยาโดยไม่ยอมให้แผลหายขาด ใส่ยาแสบหน่อยแต่แผลหาย ผมว่าน่าจะดีกว่านะครับ
ผมยังเชื่อในหลักการที่ว่า ทำวงของเราให้แข็งแรง เจือจานออกไปให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ปัจจัยไหนบังคับไม่ได้ ให้สนใจให้น้อย ปัจจัยไหนเราบังคับได้ ให้สนใจให้มาก เพียงเท่านี้แหละครับ
( capcha หายไปแล้ว รู้สึกโล่งอกยังไงก็ไม่รู้ :)
tee
13 September, 2007 - 12:36
Permalink
ประเทศไทย
ประเทศไทยยังไม่แตกดับใน 10 ปีนี้ แต่คนงานโรงงานเสื้อผ้าที่ถูกปิดไป ไม่มีเงินค่าข้าวให้ลูกไปโรงเรียน ลูกน่าจะอดตายภายใน 3-4 วันนี้ เราจะทำยังไงดีครับ
- เพราะว่านั่นมันเริ่มมาผิดๆ แต่แรกอยู่แล้ว คงต้องคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป แต่ผมว่าไม่สนุกแน่ๆ
แปลว่าอยู่คอนโดกลางกรุง เราต้องปลูกข้าวบนดาดฟ้าถึงจะไม่เสี่ยง? ถ้าฝนไม่ตก เราต้องรอฝนเทียมพระราชทาน?
- เหมือนด้านบน การไปอยู่คอนโดกลางกรุง เป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่คนอยู่ตัดสินใจพร้อมรับความเสี่ยงนั้น
เศรษฐกิจแบบในเมืองหลวงเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว เพราะเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาทั้งสิ้น อันที่จริงความเสี่ยงก็มีหมดแหละ ต่อให้มาทำเศรษฐกิจพึ่งตนเองก็เสี่ยงเหมือนกันเพราะไม่รู้ว่าอากาศจะแปรปรวนไปอีกเท่าไร แต่ก็เพราะเศรษฐกิจแบบเมืองหลวงมิใช่หรือที่ทำให้เป็นอย่างนี้ เศรษฐกิจพึ่งตนเองจึงต้องไปพึ่งพาคนในเมืองหลวงให้ลดการใช้พลังงานกันหน่อยไม่งั้นจะตายกันหมด (ถ้าหากว่าทฤษฎี เรือนกระจก ถูกต้อง)
ผมว่าเราคงไม่ต้องตอบคำถามยิบๆย่อยๆ กันอีกถ้าไม่เข้าใจแก่นของปรัชญา ก็คงไม่อาจเข้าใจอะไรแล้ว
tee
13 September, 2007 - 12:42
Permalink
( capcha
( capcha หายไปแล้ว รู้สึกโล่งอกยังไงก็ไม่รู้ :)
- แหม คิดเหมือนกันเลย ผมก็เห็นมันมีบ้าง ไม่มีบ้างไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่อันนี้เค้าเรียก recaptcha ครับ recaptcha -> ยุ่งยากอีกครั้ง
tee
13 September, 2007 - 12:57
Permalink
เพิ่มเติม
เพิ่มเติมเรื่อง
แปลว่าอยู่คอนโดกลางกรุง เราต้องปลูกข้าวบนดาดฟ้าถึงจะไม่เสี่ยง? ถ้าฝนไม่ตก เราต้องรอฝนเทียมพระราชทาน?
- อย่างน้อยการปลูกข้าวบนดาดฟ้าก็ลดความเสี่ยงลงไปได้บ้าง และสมมติว่าถ้าปลูกได้จะไม่ได้แค่ข้าวสาร อาจได้พืชผัก พืชผลอื่นๆ อีกด้วย คนในคอนโดช่วยกันลงขัน ลงแขก คงอิ่มเอมกันถ้วนหน้า ภาพอย่างนี้แหละที่เศรษฐกิจพอเพียงอยากจะเห็นจากคนในเมืองหลวงบ้าง
- ที่สำคัญถ้าปลูกแล้วได้กิน อาจเป็นอาหารไร้สารพิษ ไม่ต้องคอยกังวลเวลารับประทาน เสี่ยงจากอาหารภายนอก กินแล้วก็ป่วยเป็นมะเร็ง พึ่งพาหมออีก ถ้าหากไม่มีเงินอีก็พึ่งประกันสังคม ไม่มีประกันสังคมก็เรียกร้อง 30 บาท หาหมอรักษาไม่ดีเรียกร้องแพทย์สภา โดนกลั่นแกล้งอีกเพราะไม่มี power พอ เห็นผลของเศรษฐกิจแบบพึ่งพาแล้วหรือยัง นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆ ที่นึกขึ้นได้ทันที อะไรไม่จำเป็นตัวเองทำได้อย่าพึ่งคนอื่น
cotton
13 September, 2007 - 21:53
Permalink
อ่านที่เอ
อ่านที่เอามาให้อ่านแล้ว สุดๆค่ะ
คลิกกระทู้ไปแล้ว ยังอยู่นะ ไม่โดนอุ้ม
แต่ว่าเป็นกระทู้ตั้งในห้องสมุดนี่นา
เลยไม่โดนรึเปล่า
อ่า แต่ไม่ร่วมในการพูดคุยนะ ไม่สามารถ
sunit
14 September, 2007 - 15:35
Permalink
อยากเป็นเ
อยากเป็นเจ้าของ paragon บ้าง แล้วจะเทศน์เรื่องพอเพียง
keng
14 September, 2007 - 15:53
Permalink
สรุปว่านี
สรุปว่านี่คงต้องปลูกข้าวบนคอนโดแบบแถวๆ roppongi hills จริงๆ
เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต
fatro
14 September, 2007 - 18:33
Permalink
ตัวทฤษฎีไ
ตัวทฤษฎีไม่มีอะไรผิด แต่ตัวคำกับ "นักจงรักภักดี" ที่ตีความกันสั่วๆ แล้วบังคับใช้กันฟุ่มเฟือยผิด
มันก็ตลกดี เราปฎิวัติประเทศ รับระบบระเบียบโลก ใช้ชีวิตตามฝรั่ง ลงทุนมากมายเพื่อต้องการความก้าวหน้า เพื่อต้องการทัดเทียมอารยประเทศ เพื่อต้องการเป็นหนึ่ง เพื่อที่จะได้บอกตัวเองว่าเราไม่ต้องการ?
พอเพียงสำหรับผม มันก็ไม่ต่างกับ "อยู่เพื่อรอวันตาย" ถ้าเราเพียงพอแล้ว ชีวิตมีครบแล้ว ก็น่าจะตายได้แล้ว จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม หรือยังใช้ชีวิตไม่พอเพียง
ผมอาจจะตีความสั่วๆ ก็ได้ แต่ผมเชื่ออย่างนั้น
widhaya
14 September, 2007 - 18:49
Permalink
พระองค์ท่
พระองค์ท่านสอนพวกเรา ในภาคเศรษฐศาสตร์ ออกมาอยู่ใน technical term ชื่อว่า "เศรษฐกิจพอเพียง"
แต่เนื้อแท้แล้ว พระองค์ท่านสอนเรื่องความพอดีต่างหาก
ความพอดีที่ควรเกิดจากใจข้างในแสดงออกมา ไม่ใช่เกิดจากถูกกฎบีบบังคับ
จริง ๆ แล้วไม่ต้องถึงกับปลูกข้าวบนคอนโดหรอก แค่เดิมเคยไปทานข้าวนอกบ้านเดือนละ ๔ วัน ลดลงเหลือเดือนละ ๒ วัน ก็ได้ชื่อว่าเดินทางไปสู่ความพอดีแล้ว
หรือถ้ายังออกไปเดือนละ ๔ วันเท่าเดิม แต่เลือกกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่เพื่อเฮฮา แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากขึ้น แค่นี้ก็เข้าทางแล้วครับ