เมื่อวานนี้ไปอัดรายการช่อง G-Square เกี่ยวกับเรื่องบล็อก โดยไปกับคุณ keng.com (อ่านที่คุณเก่งเขียน) ได้คุยกับคุณอ้อม Vinegar Girl นิดหน่อยแต่ได้ประเด็น
ถ้าให้เทียบแล้ว Vinegar Girl ก็เหมือน Blognone คือเป็นบล็อกที่จับตลาดเฉพาะทาง เนื่องจากสไตล์การเขียนของคุณอ้อมมีคุณภาพทำให้มีแฟนๆ ติดตามเยอะมาก (วันละเกินพัน เยอะกว่า keng.com อีก) คุณอ้อมเล่าว่าเคยเปิดโอกาสให้ผู้อ่านเข้ามาร่วมเขียน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะสไตล์การเขียนไม่ตรงกับที่คุณอ้อมทำไว้ดีแล้ว ก็เลยเลิกไป
ผมติดใจประโยคตัวหนามาก เอามานอนคิด 1 คืนก็พอได้ข้อสรุป
ฟีดแบ็คที่ได้รับมาบ่อยเป็นอันดับต้นๆ ของ Blognone คือ กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในการเขียนข่าว มีเยอะจนรู้สึกหยุมหยิม และทำให้ผู้อ่านที่มีศักยภาพหลายคนไม่อยากเข้ามาเขียน
ผมคิดว่าเราต้องมองย้อนกลับไปดูที่รากเหง้าว่า Blognone (หรือในกรณีเดียวกันนี้รวม Vinegar Girl ด้วย) คืออะไรกันแน่ ระหว่าง content site ที่มาในรูป team blogging หรือเป็น blog service provider ที่จับตลาดเฉพาะไอทีอย่างเดียว
สำหรับผมแล้ว Blognone เข้าประเภทแรก มีฐานะเป็นสื่อยี่ห้อหนึ่ง เทียบเท่านิตยสารคอมพิวเตอร์หรือหน้าข่าวไอทีตามหนังสือพิมพ์ ถึงแม้จะเป็น team blogging ที่ใครก็เข้ามามีส่วนร่วมได้ แต่มันไม่ใช่พื้นที่เปิดโล่งเขียนเรื่องอะไรก็ได้ไม่จำกัดเหมือน Exteen หรือ Gotoknow
เป้าหมายอย่างหนึ่งของผมก็คือทำให้ Blognone กลายเป็นสื่อคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นเราต้องมีมาตรฐานของตัวเองที่ควรค่าแก่การยอมรับเสียก่อน นอกจากประเด็นด้านความถูกต้องของตัวเนื้อหา, การไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ที่ควรกระทำอยู่แล้ว การสะกดคำเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
เราไม่มีเหตุผลจำเป็นอะไรที่จะไม่ใช้การสะกดที่ถูกต้อง ยกเว้นแต่หาเรื่องมาเป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดความขี้เกียจหรือรักษาความเคยชินของตัวเอง การเป็น team blogging ที่ดีทุกคนควรมีมาตรฐานวิธีการเขียนในระดับเดียวกัน จะเห็นว่าผมหรือลิ่วไม่เคยไปยุ่งกับ "เนื้อหา" (content) ของเรื่องที่เขียนเลย แต่ในส่วนของ "รูปแบบ" (format) ก็ต้องจริงจังกันหน่อย
ถ้าใครมีไทยรัฐอยู่ใกล้มือลองเปิดดูสิครับ การหาคำสะกดผิดในไทยรัฐยากกว่าถูกหวยซะอีก แถมเรื่องความสม่ำเสมอในการใช้คำก็มีมาตรฐานแน่นอน มันแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของกองบรรณาธิการ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนมักมองข้าม (ไม่พลาด == เสมอตัว) แต่เบื้องหลังมันคือหยาดเหงื่อแรงงานจำนวนมากของทีมตรวจบรู๊ฟ
Blognone ไม่มีทรัพยากรขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะมีคุณภาพในระดับเดียวกับไทยรัฐไม่ได้
ผมก็ได้แต่ใช้ตัวเองคนเดียวแทนทีมตรวจบรู๊ฟ และแบ่งเบาภาระของตัวเองจากปัญหาสะกดผิดซ้ำซาก โดยการเขียนเงื่อนไขทั้งหมดที่ผมใช้ในการตรวจข่าว และแจ้งเตือนคนเขียนเท่าที่โอกาสจะอำนวย (เช่น มีเวลา หรือ ไม่หลงหูหลงตามองข้ามไป)
ผมชอบคำพูดของ อ. เดฟ ในงาน BTD3 (ตอนท้ายๆ) ว่าคนเราต้อง aim high เรายังจำวันที่มองท้องฟ้าและมนุษย์ยังไม่รู้จักการบินได้หรือเปล่า?
ผมอยากเป็นไทยรัฐ และผมอยากชักชวนให้คนอื่นมาร่วมเป็นไทยรัฐเหมือนกัน คงไม่มีใครอยากเป็นแผ่นพับท้องถิ่นกระจอกๆ ที่สะกดผิดเยอะแยะมากมายกระมัง
ป.ล. นักเขียนที่ผมประทับใจมากคือคุณ elixer ที่ปฏิบัติตาม guideline ได้แบบสุดเนี้ยบตั้งแต่ทีแรก (เป็น counter example ให้รู้ว่ามีคนทำได้นะเว้ย อย่าอ้างว่าข้อบังคับเยอะเกิน) แต่ก็มีอีกหลายคนที่เห็นพัฒนาการชัดเจน ขอบคุณทุกท่านที่อดทนรับฟัง และให้ความร่วมมือครับ
ผมว่าคุณมาร์คกับคุณลิ่วควรให้ความใส่ใจกับเรื่อง community ใ้ห้มากกว่านี้นะครับ ผมดีใจ
ที่คุณให้ความใส่ใจกับเนื้อหา ผมอ่าน blognone มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งใหม่ โดยผ่านมาทาง
Google ผมยังอยากจะให้ blognone เป็นมากกว่าแค่เว็บข่าวสารไอที แต่อยากให้เป็นบ้าน
ของชาวไอที เน้นไปที่กิจกรรมร่วมกันน่าจะดี
yimp: ช่วยขยายความหน่อยได้ไหมครับ community ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
แต่เพราะความพยายามเนี้ยบนี่แหละ ทำให้ผมเขียนได้ไม่มาก เพราะกว่าจะเลือกข่าวมาเขียน กว่าจะเขียนและเรียบเรียงประโยคออกมา ไหนจะค้นหาข่าวเก่าที่เกี่ยวข้อง ไหนจะต้องเช็คคำสะกดอีก ทั้งหมดนี้ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมง ช่วงที่ workaholics แบบนี้นี่หาเวลาว่างเป็นชั่วโมงแทบไม่ได้เลย
แต่ยังไงผมก็ชอบนะการมีกฏที่เข้มงวดแบบนี้ พอคิดถึงว่าข่าวเราจะผ่านตาคนอ่านหลักพันนี่ ต้องระวังอ่านข่าวที่เขียน รอบแล้ว รอบเล่าว่ามันใช้ได้หรือยัง สุดท้ายได้เห็น view ที่ออกมาก็ชื่นใจแล้วครับ
ในขณะที่บล็อกผมซึ่งมีคนอ่านไม่ถึงร้อย ผมก็จะเขียนแบบสบายๆ เขียนได้บ่อยๆ เป็นอีกอารมณ์หนึ่ง
สรุปแล้ว ผมชอบแนวทางของ blognone นะครับ ผมเชื่อว่าการที่มีข่าวเนี้ยบๆ แต่มีจำำนวนน้อย มันก็น่าจะดีกว่าการที่มีข่าวมากๆ แต่คุณภาพกระจัดกระจายครับ
สำหรับฉันที่เพิ่งได้ไปอ่าน blognone ไม่นานเท่าไร
แต่ก็ชอบอย่างมากที่มีการให้ความสำคัญกับเรื่องการสะกดคำ
เพราะความคิดที่ว่าแค่เรื่องสะกดเป็นเรื่องเล็กน้อย
ไม่เห็นต้องจริงจังก็ได้ ถึงได้มีการเขียนคำผิดๆในเว็บที่น่าจะไม่มีเรื่องนี้กันมาแล้ว
สำหรับฉันที่เป็นคนอ่านขอบอกว่าสนใจในเรื่องการสะกดคำอย่างมาก
ถ้าอ่านเจอสะกดผิดในหนังสือที่ฉันเสียเงินซื้อมา เอาแค่ที่หรือสองที่ ฉันก็ถือว่าคนพิสูจน์อักษรของหนังสือเล่มนั้นไม่ผ่าน แล้วที่สำคัญค่าของหนังสือก็ดูเหมือนจะลดลงด้วย
สรุป ถ้ามีคนบ่นเรื่องการสะกดแล้วเป็นข้ออ้างหรืออะไรก็ตาม ฉันก็แค่อยากรู้ว่าสรุปแล้วคุณกำลังเขียนภาษาไทยที่เป็นภาษาชาติคุณ
หรือว่าคุณกำลังเขียนภาษาชาติอื่น
ทีเวลามีคนต่างชาติมาโจมตีเรื่องอะไรไทยๆหน่อย คนบางคนจะเป็นจะตาย
แต่ว่าสิ่งที่แสดงความเป็นไทยอย่างภาษาไทย คนไทยด้วยกันยังมองข้ามแล้วยังหาว่าคนที่เข้มงวดเรื่องนี้เรื่องมากอีก ก็ไม่เข้าใจมาตรฐานของคนเหล่านั้นเหมือนกัน
อันที่จริงที่พล่ามมาซะยาวก็ไม่ได้ไปมีส่วนร่วมในการแปลข่าวหรอกนะ แต่นี่คือมุมมองจากคนอ่าน
รวมถึงในฐานะของคนเขียน blog คนหนึ่งฉันเองก็พยายามอย่างมากที่จะเขียนให้ถูกตัวสะกดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน
ผมว่าที่ yimp หมายถึง
นั่นอาจเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันหรือเปล่าครับ?
(ผมตีความไปตามน้ำนะ)