ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเอง แต่วันนี้ได้คุยกับ อ. รวิทัต เรื่องงานเมื่อวาน ก็มี remark ที่น่าสนใจหลายอย่าง
- เป็นงานที่ดีมีประโยชน์ ได้ความรู้+แรงบันดาลใจ แต่ทำอย่างไรเราจะทำให้ประโยชน์อันนี้กระจายไปได้ถ้วนทั่ว ไม่ใช่เฉพาะแต่ในเกษตร เด็กตามมหาวิทยาลัยอื่นๆ ยังมีปัญหาเรื่องความแตกต่างของอุปกรณ์-สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้อีกมาก
- ปัญหาข้างต้นในแง่เนื้อหา สามารถแก้ได้โดยถ่ายวิดีโอแล้วเอาขึ้นเว็บ/torrent แต่มันก็ไม่ครอบคลุมทั้งหมด ยังไม่สามารถทดแทนในเรื่องบรรยากาศ หรือโอกาสในการพบปะพูดคุยกันระหว่างงานได้ เพราะอันที่มันจะได้จริงๆ ก็คือการพูดคุยวงเล็กแบบยาวๆ หลังเลิกงานนี่ล่ะ
- จากประสบการณ์ของผม แนวทางที่ถูกต้องคือจัดเล็กๆ แต่บ่อยๆ เพราะมันมีเรื่องของความสนิทสนม การปรับความคิดเข้าหากัน การถกเถียงและให้เวลาครุ่นคิด (ก่อนจะกลับมาถกเถียงใหม่) อยู่มาก โจทย์ก็คือทำยังไงเราจึงจะสร้าง meeting group แบบนี้ให้เกิดในทุกที่พร้อมๆ กันได้
- meeting group แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาในเมืองนอก ตามคณะหรือภาควิชา อาจารย์มักเป็นคนจัดเองทุกสัปดาห์ อาจมีพูดคุยสนทนา รีวิว paper หรือรีวิวหนังอะไรก็ว่าไป สิ่งสำคัญไม่ใช่อยู่ที่เนื้อหาว่าคุยอะไรกัน แต่เป็นการบังคับ+เปิดช่องทางแบบอ้อมๆ ให้เด็กได้ฝึกกระบวนการคิดแบบต่อเนื่อง (และมีคนคอยรีวิว ทั้งที่เป็นอาจารย์ และเป็น peer-review) มากกว่า
- เมืองไทยมีแบบนี้น้อยมาก ที่ผมรู้จักก็มีแค่ อ. มะนาวกับ อ. เดฟกำลังพยายามสร้างอยู่
- ประเด็นเริ่มแตกไปเป็นว่า ทำไมการเรียนรู้ในห้องเรียนเมืองไทย มันถึงเป็นขั้นตอน มีขอบเขตชัดเจนมากๆ ทำไมเราไม่เรียนแบบเพลโต ที่ออกไปนั่งเรียนใต้ต้นไม้ ชี้กอหญ้าก็สามารถถกความรู้ได้เป็นสัปดาห์
- ยกตัวอย่างกันว่า ทำไมเราไม่สามารถเรียนรู้จากการ์ตูนได้ (อย่างเปิดเผยและได้รับการยอมรับ) อย่างเรื่อง User-generated Content เอาจริงแล้วมันก็คือบอลเก็งกิ หรือแนวคิดการรีดจักระใน Naruto มันก็ logical มากๆ และใช้จริงในทางวิศวกรรม
- เอาแบบสรุปๆ คือจากการพูดคุยครั้งนี้ ผมตระหนักว่าเรื่องโอกาสทางการศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วน คงต้องทุ่มน้ำหนักให้กับ Blognone Ed และ Roadshow ให้มากขึ้น อันนี้ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ (ที่อาจอ่านบล็อกนี้อยู่) ด้วย
ป.ล. ผมกับ อ. เดฟ ค้นพบว่า ต่างฝ่ายต่างหัวเราะก๊าก กับมุกน็อตโอริฮารูกอนของ sugree (ในห้องคงมีคนเก็ตมุกนี้ไม่มากเท่าไร)