Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
เคยเขียนถึง Facebook ไปครั้งหนึ่ง ตอนนั้นก็แค่ประทับใจกับหน้าตาที่ดูสะอาดสะอ้าน แต่ความรู้สึกโดยรวมมันก็เป็นแค่ social network ธรรมดา
วันนี้ได้โอกาสมาลองเล่นแบบลงลึกหน่อย ผมก็พบว่าพลังที่ซ่อนอยู่ของ Facebook ทำให้ MySpace, Hi5, Multiply กลายเป็นของกระจอกไปเลย
ฟีเจอร์อันแรกที่นำเสนอคือ Status ดูภาพก็น่าจะเข้าใจ
ถ้ามองแค่นี้มันก็ใกล้เคียงกับ Twitter ซึ่งทั้งคู่มีฟีเจอร์แจ้งเตือนการเปลี่ยนสถานะของเพื่อนเราไปยังมือถือ ก็นับได้ว่าเป็น IM แขนงหนึ่ง แต่เมื่อรวมกับระบบ Messaging ภายในของ Facebook (ที่ social network ไหนๆ ก็มี) และการเปิด API ของ Facebook เองแล้ว ระบบ Universal IM ก็อยู่ไม่ไกลเกินฝัน
ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นการประสานกันของ real time IM (Jabber) เข้ากับ semi-real time IM (Facebook) ในเร็ววัน
อันที่สองคือ Apps ของ Facebook (รู้สึกว่าต้องสมัครสมาชิกก่อนถึงจะเห็น) อธิบายง่ายๆ มันคือ Gadget หรือ Widget นั่นแหละ แต่สำหรับลูกค้า Facebook เท่านั้น
สิ่งที่น่ากลัวมากคือการเปิด API ของ Facebook อีกเช่นกัน เมื่อรวมกับยอดสมาชิกมหาศาลแล้ว ผมก็พบว่ามี Apps เจ๋งๆ เยอะมาก และส่วนมากมาจาก community เกือบทั้งหมด ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เห็นภาพ คงต้องไปลองกันเองถ้าขยัน แต่ผมตื่นเต้นกว่า iGoogle เยอะเลย
ช่วงใช้ใหม่ๆ รู้สึกว่า Facebook มันห่วยเพราะเชื่อมกับ social network อื่นๆ ไม่ได้เลย ตอนนี้หายโง่แล้ว เพราะทุกอย่างทำผ่าน Apps (แนวคิดเหมือน Extension ของ Firefox) เราสามารถเชื่อมกับ social network "ที่เปิด API" ได้แทบทุกยี่ห้อที่นึกออก ที่ลองก็มี Flickr, Picasa, del.icio.us, Upcoming.org, Last.fm
(โดยส่วนตัวแล้วคิดว่านี่ล่ะคือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของ web service มันเรียบง่ายกว่า ใช้งานได้จริงกว่า UDDI เยอะเลย)
จากที่เคยคลุกคลีกับวงการพัฒนาโปรแกรมเสริมโดยชุมชนใน Firefox Extension มาก่อน การสร้างแพลตฟอร์มสำหรับโปรแกรมเสริมเหล่านี้ต้องวางแผนกันดีๆ ตั้งแต่เรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว ฯลฯ (ซึ่ง Mozilla ไม่ได้คิดมาก่อนว่ามันจะดังขนาดนี้ เลยต้องปรับ API กันหลายรอบ เราเลยเจอ compatibility break ทุกครั้งที่ Firefox เปลี่ยนเวอร์ชัน)
แต่ของ Facebook ดูจะไม่ซ้ำรอยนั้น ก่อนเราเพิ่ม Apps ก็จะมีหน้าให้เลือกสิทธิ์ชัดเจนว่าอนุญาตให้มันเข้าถึงข้อมูลของเราแค่ไหน เรียกว่าวางหลักไว้ให้ดี แล้วปล่อยให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นหน้าที่ของมวลชน
สรุปง่ายๆ ว่าพลังของ Facebook มาจากการเปิด API เพื่อใช้ Wisdom of Crowds ต่อยอดความหลากหลายบนแพลตฟอร์มตัวเอง
ข้อเสียเดียวที่นึกออกก็คือคนไทยใช้น้อย ที่เห็นส่วนใหญ่เป็นนักเรียนไทยในต่างแดน ที่เล่นตามเพื่อนต่างชาติอีกที
Comments
pittaya
24 June, 2007 - 11:05
Permalink
เคยลองเล่
เคยลองเล่นอยู่พักนึงเหมือนกัน
เข้าไปเจอแต่พวกนักเรียนนอก ก็เลยไม่รู้จะทำอะไรต่อ
chris
24 June, 2007 - 15:38
Permalink
ไม่นาน http://www
ไม่นาน
http://www.mikehuntington.com/techblog/index.php/category/airwaves/
Oakyman
25 June, 2007 - 03:11
Permalink
SNS
SNS ไม่ชอบซักเจ้า
ยกเว้น Mixi ของญี่ปุ่น
เพราะเพื่อนเยอะ
bact'
27 June, 2007 - 14:05
Permalink
ตอนนี้ลอง
ตอนนี้ลอง Spock อยู่
burlight
7 July, 2007 - 07:01
Permalink
เห็นเค้าว
เห็นเค้าว่า facebook จะทำตัวเป็น OS ในยุค web 2.0 :S
Thanakrit
28 October, 2007 - 03:09
Permalink
ถูกไมโครซ
ถูกไมโครซอฟท์และกูเกิลแย่งกันซื้ออีกแล้ว สุดท้ายเจ้าพ่อไมโครซอฟท์ซื้อไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าของอายุเพียง 23 ปี รวยไปเลย เกิดมาเพียงสามปี ก็เติบโตสุดๆสุดยอดจริงๆ
เด็ก Harvard University ซะด้วย เมื่อไหร่ มหาลัย เมืองไทยจะผลิตเด็กเก่งๆแบบนี้
มาแข่งกะโลกเขาบ้าง
Mehta
31 March, 2008 - 09:51
Permalink
ชอบบทความ
ชอบบทความนี้ครับ อยากจะขออนุญาตคัดลอกไปลงเว็บ www.facebookgoo.com ได้ไหมครับ
เรากำลังทำเว็บที่รวบรวม knowledge ทุกอย่างเกี่ยวกับเฟซบุ๊คที่เป็นภาษาไทย และคิดว่าบทความของคุณน่าจะเป็นประโยชน์ครับ ขอบคุณครับ
mk
31 March, 2008 - 16:50
Permalink
@Mehta:
@Mehta: ยินดีครับ
centuryboy
23 August, 2008 - 11:04
Permalink
ตอนนี้ผมก
ตอนนี้ผมกำลังเล่นเว็บฯนี้อยู่ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันมากนัก มาอ่านข้อเขียนของคุณชิ้นนี้ทำให้รู้จัก Facebook ดีขึ้นครับ
Add new comment