การนับเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย?

เมื่อคืนมีคนบอกผมว่า คนอ่าน Just Company ถึงแม้จะมีจำนวนน้อย แต่ก็เป็นกลุ่มที่สร้างอิทธิพลให้กับคนอื่นได้มาก

(เคยได้รับประโยคคล้ายกันนี้จากแชมป์เมื่อนานมาแล้ว แชมป์บอกว่าคนอ่าน Blognone ถึงแม้จะน้อยกว่า Exteen แต่ปริมาณ geek-o-meter เยอะกว่ามาก)

สองคำกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับเนื้อหาในหนังสือที่กำลังอ่าน: "ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา" ของศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ที่ยกประเด็น "การนับเป็นพื้นฐานของการพิจารณาว่าใครเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสังคม" (p20) โดยมีตัวอย่างทั้งฝ่ายที่สนับสนุน (รัฐบาลทักษิณอ้าง 16 ล้านเสียง) และคัดค้าน (ฝั่งต่อต้านบอกเป็นเสียงที่ไม่ชอบธรรม)

ศิโรตม์ถามต่อว่า "ถ้าจำนวนไม่ใช่ความชอบธรรม เราจะพิจารณาความเป็นเสียงส่วนใหญ่ด้วยวิธีใด"

ข้อเสนอของศิโรตม์ต่อคำถามนี้คือการแบ่ง "จำนวน" ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ จำนวนเสียงที่ลงคะแนนในคูหา แต่ไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองแบบ active กับจำนวนคนที่ตื่นตัวทางการเมือง รวมตัวต่อสู้เรียกร้องเรื่องต่างๆ ซึ่งศิโรตม์บอกว่ากลุ่มหลังมีความสำคัญ "ไม่น้อย" ไปกว่ากลุ่มแรก

ศิโรตม์ไม่ได้อธิบายต่อว่า "เราจะวัดปริมาณของคนกลุ่มหลังได้อย่างไร" ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนสนับสนุนทฤษฎีทางการเมืองแบบนี้

ผมมองว่า ไม่ว่าจะแบ่งจำนวนออกเป็นกี่ประเภทก็ตาม สุดท้ายแล้ว เราก็ยังต้อง "นับ" จะนับแบบ 1 คน 1 เสียง หรือจะมีถ่วงน้ำหนัก มันก็คือ "การนับ" อยู่ดี

ในวิชาคอมพิวเตอร์/อิเล็คทรอนิกส์ รากฐานสำคัญคือการแปลงสัญญาณแหว่งๆ ไม่คงที่ มาเป็นแท่งแบบเต็มลูก (discrete) จากนั้นก็เอาแท่งพวกนั้นไปใช้โดยไม่สนใจว่าสัญญาณของจริง มันจะสูงต่ำแค่ไหน

กระบวนการ conversion เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเราไม่สามารถพิจารณาความต่างของ "การแหว่ง" ทั้งหมดได้ และการพิจารณาแท่งก็มีความละเอียดพอในระดับที่ยอมรับได้

ประชาธิปไตยกับการนับก็ไม่ต่างกัน

เรากำลังพยายามแปลง will ทางการเมืองที่ซับซ้อนสับสน มาเป็นอะไรบางอย่างที่วัดผลและเปรียบเทียบได้ง่ายกว่า ซึ่งวิธีที่ใช้ในปัจจุบันคือการนับจำนวนกากบาทในคูหา

ปัญหาคือมีคนบอกว่าการนับแบบ flat (1 คน 1 เสียง) ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม เนื่องจากคน 1 คนมีน้ำหนักในทางการเมืองไม่เท่ากัน แต่เรายังหาวิธีวัดที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ถ้าจะถ่วงน้ำหนัก เราจะมีสูตรการถ่วงอย่างไร (คนกรุงเทพ ซื้อเสียงยากกว่า ให้ 1 คน 2 เสียง?) หรือถ้าจะเลิกการนับได้เลย จะได้หรือเปล่า (ก็เป็นคณาธิปไตย?)

ในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ระดับอนุบาล ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกัน

Comments

กลับไปสูระบบชนชั้น วรรณะ แล้วก็ให้คะแนนตามวรรณะ ซึ่งก็คงเป็นการถอยหลังเข้าคลองไปกันใหญ่

หรือจะใช้แบบทดสอบ วัดระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง แล้วเอามาถ่วงน้ำหนัก

ผมก็คิดได้แค่นี้เหมือนกัน

งั้นก็นับบ่อย ๆ ละกัน

active น้อย ก็ถูกนับน้อย(ครั้ง)

active มาก ก็ถูกนับมาก(ครั้ง)

แต่มันก็มีต้นทุนในการถูกนับอยู่

ไม่ต้องทำมาหากินรัดตัว ก็อาจจะมีโอกาส active ได้มาก

พื้นฐานคนมันต่างกัน คนไทยส่วนใหญ่ไม่สนใจสิทธิและหน้าที่พลเมืองไม่ใช่เฉพาะในสมัย แต่ไม่เคยมีเลยมากกว่า การเรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นล้วนมาจากคนที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก บ้างรู้แต่ไม่เข้าใจ บ้างรู้แต่ไร้การมีส่วนร่วม

เท่าที่เคยถก(เถียง) ผลที่ออกมาคือคนไทยไม่มีวันพร้อมสำหรับประชาธิปไตย ตราบใดที่เรายังขี้อาย(เกรงใจ) ที่จะบอกความคิดของตัวเอง ผมเหมาเองง่ายๆ ว่าคนไทยถนัดมีเจ้านายมากกว่า ซึ่งก็จะตรงกับประโยคที่คุณ CJ Hinke ตอบสัมภาษณ์บล็อกนั้น

Most people anywhere are not thinkers. They limit themselves to a small circle. Most people will never see the broader implications. Almost everyone is afraid to stand up to express a strong opinion; we all think someone else will do it for us.

ร่ายมายาวเพื่อจะบอกว่าพื้นฐานของประชาธิปไตยคือการแสดงออกครับ :)

ผมเป็นใคร? ผมเป็นอดีตนักศึกษารัฐศาสตร์ปี 4 ครับ (เหลือเทอมเดียวขี้เกียจซะก่อน)

fatro: "คนไทยถนัดมีเจ้านายมากกว่า" น่าสนใจมาก เดี๋ยวไป research มาเขียนเป็นบล็อกใหม่ดีกว่า

elixer: รัฐประหาร 19 กันยาก่อให้เกิด "ประชาธิปไตยของชนชั้นนำ" (ดูในข้อเสนอของธีรยุทธ บุญมี - รัฐธรรมนูญแบบภูมิปัญญาไทย - ก็ได้) นี่ก็คงเป็นตัวอย่างหนึ่งของระบบชั้นวรรณะหรือเปล่า?

หรือมองอีกแง่ก็ได้ว่า ประเทศไทยมีระบบชั้นวรรณะแบบไม่ชัดแจ้งมานานแล้ว คราวนี้มันเลยชัดเจนขึ้นเฉยๆ

ระบบ 1 คน 1 เสียงที่เรียกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่ไปเรียกร้องกันบนถนนนั้น ถ้า
ประเทศที่มีคนการศึกษาน้อยอยู่เป็นจำนวนมาก ประเทศก็มีแต่คนชั่วเต็มเมือง อย่างที่เห็นบนถนนทุกวันนี้
เลือกตั้งมากี่ทีก็โดนนักการเมืองชั่วให้เงิน>นับถือ> เลือก >หลอก อยู่ร่ำไป ประเทศถึงๆวนเวียนกับสิ่งนี้ตลอด

คนการศึกษาน้อยพวกนี้ชีวิตไม่หวังอะไร นอกจากของฟรี หวย สิ่งศักดิ์สิทธิ และ ลาภลอย
พอมีคนเอามาให้ฟรีๆก็ดีใจไปบูชาว่าคนนั้นดี เก่ง รูสึกตัวเองมีคุณค่า
หารู้ไม่ว่า
โดนนักการเมืองชั่วกำลังให้เศษอาหารเพื่อเลี้ยงไว้ใช้งานตอนเลือกตั้ง

Add new comment