เมื่อวานนี้ (ศ 23 มีนาคม 2007) อาจารย์ rawitat ชวนไปพูดงานปัจฉิมนิเทศของนิสิต ComSci ที่ศิลปากรทับแก้ว ผมไม่เคยไปแถวนั้นมาก่อนก็ได้เปิดหูเปิดตาดี มหาลัยสวยดี เสียดายที่ไม่มีเวลาตระเวณดูรอบๆ มากนัก หวังว่าคงจะได้ไปอีก
ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีคนชวนไป speech แบบนี้อีกหรือเปล่า ขอจดไว้เป็นที่ระลึกหน่อย
ผมตีโจทย์ด้วยประสบการณ์ตัวเองว่ากลุ่มคนฟังคือนิสิตที่เรียนจบแล้ว และกำลังจะก้าวสู่โลกการทำงานจริง เพียงแต่ไม่มีใครเคยรู้ว่าชีวิตการทำงานเป็นอย่างไร ทุกคนตั้งเป้าว่าต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าต้องทำอะไรบ้าง ดังนั้นวิธีการพูดที่น่าสนใจที่สุดก็คือการเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ชี้ให้เห็นสิ่งสำคัญที่สมควรทำ (เอาเฉพาะที่เน้นจริงๆ ไม่กี่ข้อ เยอะเกินไปลืมหมด) และสุดท้ายบรรยากาศในการพูดต้องผ่อนคลาย ไม่ซีเรียส ไม่สั่งหรือคิดแทน เหมือนพี่เล่าเรื่องให้น้องมากกว่าอาจารย์สอนนักเรียน
(แต่เอาเข้าจริงผมก็พูดแบบมั่วโคตร จับประเด็นไม่ค่อยได้ เน้นขำมากกว่า)
ผมแนะนำข้อปฏิบัติ 5 ข้อหลังเรียนจบสายไอที ดังนี้
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งอยากเรียนสถาปัตย์ แต่เนื่องจากเป็นผู้หญิง ที่บ้านเห็นว่าสถาปัตย์มันงานถึกเกินไป จึงพบกันครึ่งทางที่วิศวะ แต่เอาไปเอามาเพื่อนคนนี้ดันเรียนเก่ง (เป็นนักเรียนอาชีพ) จบด้วยเกรดสูงสุดของคณะ ได้ offer ทุนเรียนต่อจนถึง PhD กลับมาเป็นอาจารย์ แต่เธอกลับลังเลที่จะรับทุนนี้ เนื่องจากมันเป็นจุดเปลี่ยนสุดท้ายของอนาคตทั้งชีวิตที่เหลือ
การเรียนคอมแล้วอยากประกอบอาชีพด้านอื่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย บางคนอาจอยากเป็นนักร้อง เปิดร้านเค้ก เป็นแอร์ หรือกลับไปช่วยกิจการที่บ้านก็ย่อมได้ ชีวิตเป็นของตัวเราเอง สิ่งสำคัญคือคุณแน่ใจในสิ่งที่คุณจะเป็นหรือยัง มีความมุ่งมั่นมากแค่ไหน ถ้าอยากจะก้าวไปในอุตสาหกรรมนี้ควรตั้งเป้าให้ชัดเจนตั้งมั่นซะตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าอยากจะถอย นี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว
"คุณคิดว่าทำไมคนทำถึงไม่อยู่เมืองไทยล่ะ?"
อาจารย์วิจารณ์ต่อว่า สิ่งที่ภาคการศึกษาและกระทรวงไอซีทีบ้านเราทำอยู่นั้นหลงทาง เราพยายามจัดอบรม อบรม และอบรมแบบที่เรียกว่า "ความรู้ตลาดๆ" เช่น การใช้งานโปรแกรมต่างๆ ขึ้นกับว่าช่วงนั้นโปรแกรมไหนฮิต แต่เรากลับไม่สามารถสร้างคนจำพวก innovator ได้เลย เรากำลังสร้างกองทัพนายสิบ ไม่ใช่นายพลเจ้ายุทธการ
ผมเสริมไปว่าถ้าเราไปสนใจในทักษะที่ใครๆ ก็ฝึกปรือได้ ค่าตัวของเราก็จะธรรมดา ทำไมเราไม่มุ่งมั่นจะเป็นคนที่มีทักษะหายาก ไม่สามารถเลียนแบบได้ง่ายๆ และสุดท้ายทุกคนจะวิ่งเข้ามาแย่งตัวเราเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้ (ผมเองก็ยังไปไม่ถึง แต่มุ่งฝันอยากจะเป็น) ก็มีทางเดียวคือฝึกทักษะเหล่านั้นของตัวเองให้แหลมคมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนการเลือกทักษะว่าจะฝึกอะไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองว่าตั้งเป้าจะเป็นอะไร
นอกจากนั้นผมเสนอประเด็นเรื่องภาษาจีน โดยยกกรณีที่ไปเจอมาด้วยตัวเองตอนไปเมืองจีน อันนี้คงไม่เขียนซ้ำ หาอ่านใน Blognone กันเองนะ
ช่วงหลังผมมาสนใจงานสายสังคมเพิ่มขึ้นมาก ผมพบว่าคนกลุ่มนี้มีไอเดียเจ๋งๆ หลายอย่างที่ไม่เกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีความรู้ทางเทคนิค ถ้าเราเอาความรู้ที่มีไปช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ (ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การสร้างเว็บไซต์ของมูลนิธิหรือชมรมต่างๆ) มันก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแล้ว กวาดถนนไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่เราสามารถหาคนอื่นกวาดถนนแทนเราได้ไม่ใช่หรือ
ตัวอย่างคลาสสิคอีกอันคือการมีส่วนร่วมกับโครงการโอเพนซอร์ส ฟังผิวเผินมันดูเหมือนเป็นการลงแรงเพื่อสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราก็ได้ประโยชน์ทางตรงจากโอเพนซอร์สในหลายด้านเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ประสบการณ์ ไปจนถึงประโยชน์ทางอ้อมอย่างชื่อเสียงเงินทอง สุดท้ายผมยกเคส Innovation Happens Elsewhere ว่ามันจะเป็นแนวคิดหลักอีกอย่างหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้
เราต้องการเผชิญความเสี่ยงในชีวิตน้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับอายุและสถานภาพทางสังคมที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีลูกเราก็คงคิดอีกอย่าง แต่ในตอนนี้เรามีชีวิตการทำงานที่ท้าทายพอหรือยัง ถ้ารู้ตัวว่าใจกำลังจะหมด ผมก็ขอให้กล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะเลิก
ตอนหลังเผอิญเวลาเหลือเยอะ เลยคุยกับอ. เดฟหลายเรื่องหลายประเด็น ลืมหมดแล้วว่ามีเรื่องอะไรบ้าง :D
เยี่ยม :)
ว่าแต่ไม่มีรูปหรอ?
Mark, My dear friend -_-"
I read this article in Vietnam Wa.. 'n After read whole article I'v totally agreed with you. You'r cool!
P.S. Atleast subject No 5 is mine..
ไม่มีประโยคที่พูดเรื่องสาวทับแก้ว
แสดงว่ายังไม่เจอของดี
เป็นช่วงรอยต่อระหว่างเทอมที่เงียบเหงาพอดีพี่แอน