Babel

ดูดีเลย์อีกแล้ว เทียบกับของคุณ pradt นี่ห่างกันเกือบเดือน ตัวหนังก็ตามสไตล์หนังรางวัล ต้องตั้งคำถามและเครียดเล็กน้อยถึงปานกลาง (เผอิญเทียบกับ Munich แล้วอันนั้นเครียดกว่าเยอะ)

ชื่อ Babel หมายถึงตำนานหอคอยบาเบล (สร้างหอคอยท้าทายพระเจ้า เลยโดนสาบให้พูดภาษาแตกต่างกัน - ถ้าใครเคยอ่าน Spriggan มาคงคุ้น) เป็นการบอกเราแบบอ้อมๆ ว่าปมหลักของเรื่องคือการสื่อสารของตัวละครแต่ละคน ที่ไม่อาจสื่อถึงกันได้ และก่อให้เกิดผลตามมาอย่างมากมาย

ความเก๋าของหนังคือวิธีการเล่าเรื่องแบบ sub-plot ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้เลย แต่สุดท้ายก็เชื่อมโยงกันได้อย่างกลมกลืน (ทุก sub-plot มีธีมร่วมกันคือตัวเอกจะไม่สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างได้ ในสภาพแวดล้อมที่แปลกแยกไปจากชีวิตปกติ) สิ่งที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือแต่ละ sub-plot เป็นอะไรที่เราสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน เห็นจากในทีวีหรือตามข้างถนน เลยยิ่งสร้างอารมณ์ร่วมให้กับเราได้มากขึ้นไปอีก

ระหว่างดูหนังผมก็เกิดคำถามขึ้นในใจ ปัญหา conflict หรือ dispute ที่เราเห็นกันทุกวัน ก็อาจอธิบายสาเหตุได้สั้นๆ ว่ามันเกิดจากการสื่อสารนั่นเอง ไม่ว่าจะใหญ่ๆ ระดับไฟใต้, เศรษฐกิจพอเพียง vs ทุนนิยม หรือแม้แต่ประสบการณ์ตรงอย่างการที่ผมไม่สามารถอธิบาย Web 2.0 ให้คนรุ่น Web 1.0 เข้าใจได้โดยง่าย

ผมเห็นต่างกับคุณ pradt นิดหนึ่งตรงที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่เกลียดอเมริกา หนำซ้ำยิ่งเข้าใจอเมริกามากขึ้นเสียด้วย ฉากตอนที่ต้องรอขน ฮ. เข้าไปรับคนป่วยทำให้ผมตระหนักได้ว่า ความขัดแย้งเกี่ยวกับอเมริกาที่เราเคยรับรู้และสัมผัส มันเกิดจากอเมริกันมีภาษาของตัวเองซึ่งคุยกับชาวบ้านลำบาก และภาษานั้นคือ "ผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด"

แนวคิดข้างต้นไม่ผิด แต่คำถามมีอยู่ว่า เราจะเอาคนที่เสียหายจากความขัดแย้งแบบที่ว่าไปไว้ตรงไหน เพราะพวกเค้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเหมือนกัน ในหนังเสนอประเด็นไว้ชัดเจนใน sub-plot ของพี่เลี้ยงเด็กชาวเม็กซิกัน (และทิ้งหน้าที่คิดคำตอบไว้ให้คนดู)

ถ้าอยากให้สังคมดีขึ้น เราเองควรใส่ใจคนรอบข้างให้มากกว่าที่เคย มันคงเหมือนโฆษณา "ความรู้สึกของคนที่เรารัก สำคัญเสมอ" เพียงแต่ "คนที่เรารัก" อาจจะไม่เพียงพอ มันคงต้องขยายขอบเขตไปถึง "มนุษยชาติ" ด้วยกระมัง ถ้าเรียกแบบเท่ๆ นะ

เกี่ยวกับตัวหนัง

  • ไม่น่าเอาพี่แบรดมาเล่น คือไม่ได้เล่นห่วย แต่ส่วนอื่นๆ ในหนังให้อารมณ์ร่วมว่าเป็นคนธรรมดาเหมือนคนดู แต่พอเห็นหน้าพี่แบรดแล้วความรู้สึกซูเปอร์สตาร์มันยังติดตา เลยทำให้ช่วงนั้นมันโดดๆ ออกจากส่วนอื่น
  • เด็กผู้หญิงในเรื่องคือ Elle Fanning เป็นน้องสาวแท้ๆ ของ Dakota Fanning ซึ่งคนชอบเธอเยอะแต่ผมกลับไม่ชอบเอาซะเลย (รู้สึกว่าเด็กมันแก่แดด) น้อง Elle นี่ให้ความรู้สึกดีกว่าหลายช่วงตัว
  • รอดูออสการ์พรุ่งนี้ว่าจะได้ Best Picture หรือเปล่า ใน 5 เรื่องดูอยู่เรื่องเดียว แต่ก็เฉยๆ ไม่เชียร์เหมือนอย่างบางปี

เกี่ยวกับโรงหนัง
ดูที่เมเจอร์รัชโยธิน ซึ่งคงไม่ไปดูที่นี่อีกแล้ว

  • รอบในเว็บไม่ตรงกับรอบฉายจริง (ไว้จะเขียนเรื่องนี้ยาวๆ อีกที มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าทำไม eCommerce บ้านเรายังดักดาน)
  • ค่าตั๋วแพงมาก 170 บาท ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไปเยอะ ต้องรีบคืน
  • บ่ายวันอาทิตย์ ที่จอดรถของเมเจอร์เข้าขั้น crisis ไม่รู้จะเอาตัวเองไปลำบากทำไม

พ่ายแพ้ให้กับ the departed ไปแล้ว... เซ็งจิต

เรื่องโรงหนังผมไปบ้างครับที่นีี แวะไปกินข้าว กับดูหนังฟรี ถ้าไม่ฟรีไม่ดู รำคาญ

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.