Children of the Mind

สำหรับผมแล้ว วิธีการเขียนวิจารณ์หนังหรือหนังสือที่ง่ายและเปลืองพลังน้อยที่สุด คือเขียนเป็น bullet point (ตัวอย่างของภาคที่แล้ว) แต่สำหรับเล่มสุดท้ายของ Ender มันออกจะไม่เคารพผู้เขียน (และผู้แปล) ไปสักหน่อย

ผมเคยเขียนถึง Ender's Game หรือ "เกมพลิกโลก" เอาไว้เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว มันเป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ชื่อว่า Ender ที่บังเอิญอย่างเหลือล้นได้มาเป็นคนเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ Ender's Game ถือว่าเป็นเล่ม 0 ของซีรีย์

ที่ต้องบอกว่าเป็นเล่ม 0 ก็เพราะเรื่องราวหลังจากนั้นถูกแยกออกเป็นสองสายขนานกัน หลังเหตุการณ์ใน "เกมพลิกโลก" Ender วีรบุรุษของมนุษยชาติได้แยกตัวออกห่างจากมวลมนุษย์ ในขณะที่เพื่อนพ้อง ครอบครัว และคู่แข่งของเขายังต้องเผชิญกับโลกที่วุ่นวายในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน ชีวิตที่เหลือของ Ender ถูกเล่าต่อในนิยายอีก 3 เล่ม ซึ่งถือเป็น "ภาคสวรรค์" ของซีรีย์นี้ ส่วนเรื่องของเพื่อนๆ ดำเนินต่อไปใน Shadow saga หรือ "ภาคพื้นดิน" นิยายที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยคือ เล่ม 0 และภาคสวรรค์อีก 3 เล่มดังนี้

ทั้งสามเล่มแปลโดย ดร. ยรรยง เต็งอำนวย และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ เอเอสเค มีเดีย

สำหรับเล่มที่สามหรือ Children of the Mind นี้ จับความต่อจาก Xenocide ทันที แท้จริงแล้วผู้เขียน Orson Scott Card วางแผนให้มันอยู่ในเล่มเดียวกัน แต่ว่าสุดท้ายเปลี่ยนใจแยกมันออกเป็นสองเล่ม ข้อเสียของแนวทางนี้คือ Children of the Mind เหมือนเป็นเนื้อหาบทท้ายๆ ของ Xenocide มากกว่าที่มันจะเป็นเล่มเอกเทศของตัวเอง และแน่นอนความโดดเด่นของโครงเรื่องนั้นด้อยกว่า Xenocide อยู่พอสมควร เป็นแค่การแก้ปมต่างๆ ที่ถูกทิ้งไว้ใน Xenocide (รวมถึง Speaker for the Dead) มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่า Children of the Mind ไม่ดีนะครับ มันมีความซับซ้อนและลุ่มลึกมากเกินกว่าจะไปซ้อนอยู่ใน Xenocide เพียงแต่ถ้าเอามันไปเปรียบเทียบคุณภาพกับรุ่นพี่อันเลอเลิศแล้ว มันยังด้อยกว่าเท่านั้นเอง

ชื่อของ Children of the Mind นั้นตรงไปตรงมา ชัดเจน เหตุการณ์สำคัญในช่วงท้ายของ Xenocide คือเอนเดอร์สร้าง "ปีเตอร์" และ "วาเลนไทน์" คนใหม่ออกมาจากจิตใต้สำนึกของเขา ดังนั้นทั้งคู่จึงเปรียบเสมือน "ลูก" ที่เกิดจากจิตใจของเอนเดอร์นั่นเอง และไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งสองคนกลายมาเป็นตัวดำเนินเรื่องของเล่มนี้ ส่วนพระเอกเก่าอย่างเอนเดอร์ได้เกษียณตัวเองออกไปตามวาระ

แต่ตัวเอกจริงๆ ในเรื่องนี้กลับเป็น "เจน" สิ่งมีชีวิตดิจิทัลอันทรงปัญญาที่อยู่เคียงข้างเอนเดอร์มากว่า 3 พันปี ใน Xenocide เจนถูกคุกคามจากสภาแห่งดาราวิถี ซึ่งไล่ปิดคอมพิวเตอร์ในอาณานิคมของมนุษย์ทั้งหมดเพื่อกำจัดภัยคุกคามอย่างเจนออกไป ปัญหาก็คือหลังการค้นพบแนวคิดของไฟโลตและมิติภายนอกใน Xenocide เจนกลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ประโยชน์จากไฟโลตในการเคลื่อนย้ายมิติ และเป็นปัจจัยที่ไม่มีใครมาแทนได้ ดังนั้น ธีมหลักของเล่มนี้ก็คือ "วิกฤตการณ์แห่งเจน" ซึ่งเป็นปมที่ยังแก้ไขไม่ได้ใน Xenocide นั่นเอง

แนวคิดใน Xenocide ที่ถูกขยายต่อใน Children of the Mind คือการย้าย "จิต" ออกจาก "ร่าง" ซึ่งอธิบายว่าทำไมผู้เขียนถึงสร้างปีเตอร์และวาเลนไทน์ให้โผล่ขึ้นมาในภาคที่แล้ว ปีเตอร์และวาเลนไทน์ถือเป็น "ร่างแยก" ส่วนเกินของเอนเดอร์ในขณะที่ยัง "แชร์จิต" อันเดียวกันอยู่ ส่วนเจนก็ประสบปัญหา "ร่างใกล้ตาย" และ "จิตไม่มีที่ไป" คีย์หลักจึงเป็นการสลับร่างและจิตระหว่างเอนเดอร์ ปีเตอร์ วาเลนไทน์ และเจนนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าการตั้งชื่อ "จิตาวตาร" ของผู้แปลนั้นแหลมคมมาก

แต่ก็น่าเสียดายว่า ผู้เขียนใช้ประโยชน์จากแนวคิดการสลับร่างได้ไม่ดีนัก การย้ายจิตของเอนเดอร์และเจน ซึ่งเป็นตัวละครที่มีความลึกสืบเนื่องมาจากภาคที่แล้วทำได้ดี จุดอ่อนคือคาแรกเตอร์ของปีเตอร์และวาเลนไทน์กลับอ่อนไปสักหน่อย โดยเฉพาะวาเลนไทน์ที่มาแป๊บเดียวก็ไป ไม่มีอะไรโดดเด่น และแทบไม่มีความผูกพันอะไรกับผู้อ่านเลย

จุดอ่อนจุดที่สองที่ผมรู้สึกได้คือ ปม "วิกฤตการณ์แห่งเจน" ถูกคลี่คลายไปในช่วงกลางๆ เล่ม ทำให้เนื้อหาที่เหลือต่อจากนั้นดูเฉยเมยไม่น่าตื่นเต้นเท่า ออกจะน่าเบื่อไปบ้างด้วยซ้ำ และสุดท้ายแล้ว นอกจากปัญหาเรืองเจน ก็มีเพียงแค่ปม "ภัยคุกคามจากหมอน้อย" ที่ถูกแก้ไป Orson Scott Card ยังปล่อยประเด็นของผู้สร้างไวรัสเดสโคลาดาทิ้งเอาไว้ รวมถึงตั้งคำถามใหม่ว่า ชาวเกาะซามัวเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้อย่างไรอีกปมหนึ่งด้วย

จุดอ่อนที่สามในความคิดของผม คือ Card เขียนเรื่องญี่ปุ่นได้ไม่ค่อยดีนัก คำสนทนาและแนวคิดของพิภพลมศักดิ์สิทธิ์ (Divine Wind) ดูคร่ำเคร่งและตั้งใจให้เป็นมากเกินไป ดูเหมือนเป็น "ความพยายามจะตะวันออก" ของชาวตะวันตกที่ยังไม่เนียนนัก อย่างไรก็ตาม ในหมายเหตุท้ายเล่มของ Card เขาได้เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ และแนวคิดเรื่อง "วัฒนธรรมใจกลาง vs วัฒนธรรมชายขอบ" ของเขาก็น่าสนใจและแปลกใหม่ดีมาก

แม้ว่าจะมีจุดอ่อนบ้างพอสมควร แต่จุดแข็งของ Card ก็ยังอยู่เหมือนเดิมหรืออาจเข้มข้นขึ้นด้วยซ้ำ ผมคิดว่า Card เป็นหนึ่งในยอดนักเขียนที่สามารถผสมปรัชญาและศาสนาเข้ากับไซไฟได้อย่างลงตัว ตัวละครของเขาแทบทุกตัว (ยกเว้นวาเลนไทน์สาว) มีมิติลึกจน "เกือบเชื่อว่าเป็นจริง" ตัวตนและแนวคิดด้านศาสนาของ Card ส่งกลิ่นออกมาให้สัมผัสอย่างชัดเจนในนิยาย 3 เล่มหลัง เขาเชิดชูสถาบันครอบครัว การให้อภัยและชดใช้บาป ซ้ำแล้วซ้ำอีกผ่านพระเอกอย่างเอนเดอร์ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเมื่อไปเปิดประวัติของเขาดูแล้วพบว่า เขาเป็นมอร์มอน

การอัดแนวคิดเชิงศาสนาและปรัชญาลงไปในเนื้อเรื่องทำให้การอ่านหนังสือชุดนี้เหนื่อยมากครับ สำหรับ Children of the Mind ผมต้องอ่านแล้วหลับ อ่านแล้วหลับ ไปถึง 4-5 รอบเพราะมันเปลืองพลังมาก และปรัชญาหลายอย่างต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการย่อยมันต่อไป

ขึ้นชื่อว่าเป็นไซไฟก็ขายได้ยากในเมืองไทยอยู่แล้ว ยิ่งเป็นหนังสือเล่มสี่ของไซไฟปรัชญาหนักพิเศษ ยิ่งขายยากเข้าไปใหญ่ ผมดูข้อมูลในปกในพบว่าเล่มนี้พิมพ์ 200 เล่มเท่านั้น โอกาสที่จะได้อ่านฉบับภาษาไทยของ Shadow saga คงริบหรี่ อย่างไรก็ตามขอขอบคุณผู้แปล ดร. ยรรยง เต็งอำนวย และสำนักพิมพ์ เอเอสเค มีเดีย ที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านไซไฟไทย ได้อ่านนิยายดีๆ แบบนี้กันครบชุดครับ

Keyword: 

Comments

แม้ว่าจะยังไม่ได้อ่านเล่ม 3-4

แม้ว่าจะยังไม่ได้อ่านเล่ม 3-4 แต่ก็ขอขอบคุณอาจารย์และทางสำนักพิมพ์ด้วยครับ
ถ้าผมโตกว่านี้ แล้วมีทุนมากกว่านี้ ก็คงซื้อไปบริจาคตามห้องสมุดแล้วหนังสือชุดนี้

ทำให้รู้ตัวว่าห่างหายจากทุมไซ

ทำให้รู้ตัวว่าห่างหายจากทุมไซไฟไปนานเหลือเกิน ต้องไปหาอ่านซะละ ขอบคุณคุณมาร์ค ที่นำมารีวิวครับ

ชื่อ "จิตาวตาร"

ชื่อ "จิตาวตาร" นั้นเป็นฝีมือของทีมงาน เอ เอส เค มีเดีย ครับ ไม่ใช่ของผมหรอกครับ เขามีความคิดดีๆ มากครับ เป็นทีมที่อึดและแกร่งมาก ตรวจแก้ต้นฉบับและทำปก คิดชื่อเรื่อง สารพัด อย่างละเอียดละออ จนผมเองอดจะอายเด็กไม่ได้น่ะครับ

เห็นเด็กๆ มีพลังแบบนี้แล้วก็ซาบซึ้งใจ ทำให้คิดถึงสมัยหนุ่มๆ ประเภท "ตายไม่เป็น" สู้แหลก เสียดายว่าวงการหนังสือดีมีคุณค่าแบบนิยายวิทยาศาสตร์กำลังเริ่มตายไปบ้านเรา เด็กๆ เยาวชนไม่มี "หนังสืออ่านประกอบ" ที่จะทำให้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้

Hi isirya, at the end your

Hi isirya,
at the end your picture was pubblished : http://www.ilbigliettaio.it/eventi-sportivi/biglietti-italia-per-il-6-nazioni-2010-di-rugby/

Cheers

ชาโดว์เอนเดอร์ที่คิโนะเอมโพเร

ชาโดว์เอนเดอร์ที่คิโนะเอมโพเรียม ทั้งเซ็ต พันเดียว

อ่านไปเล่มครึ่งแล้ว

@house โอ้

@house โอ้