Japanese Calligraphy

ไปเรียนเขียนตัวอักษรญี่ปุ่นมาครับ สาเหตุที่ไปเรียนก็ง่ายๆ คือประทับใจมาดนักประดิษฐ์อักษรของเหลียงเฉาเหว่ยใน Hero มาก พอมีโอกาสเลยลองไปสัมผัสของจริงดูเสียหน่อย

กิจกรรมนี้จัดโดยชมรมนักศึกษาญี่ปุ่นของมหาวิทยาลัย คุยกับสต๊าฟแล้วมีคนญี่ปุ่นมาเรียนที่นี่ไม่เยอะนัก ประมาณ 20 กว่าคนได้ (เทียบกับจีนแล้วมีเป็นพัน) อันนี้เป็นไปตามคาด แต่ที่ผิดคาดคือคนสาธิตเป็นสาวญี่ปุ่นสุดน่ารัก ใส่แว่น ตัวเล็กๆ บางๆ เวลาพูดเสียงเบาๆ เหมือนแมวแถมประหม่าเล็กน้อย ขนาดผมไม่อินกับสาวแว่นเหมือนเพื่อนบล็อกเกอร์บางท่าน ยังหวั่นไหวไปกับเธอเลย อาจารย์สุดสวยของเราสอนหลักการเบื้องต้นดังนี้

  • จับพู่กันตั้ง 90 องศาเสมอ
  • จุ่มหมึกให้ปลายพู่กันเปียกประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วไม่ต้องปาดให้หมาดมาก เพราะกระดาษเยื่อแบบที่ใช้เขียนนี้จะดูดซับหมึกได้ดีอยู่แล้ว
  • การจัดวางตำแหน่งของเส้นบนกระดาษเป็นเรื่องสำคัญมาก สวยไม่สวยขึ้นกับการจัดสมดุลของเรา
  • เส้น 1 เส้นต้องปาดพู่กันให้จบภายในครั้งเดียว มาซ่อมทีหลังไม่ได้ พลาดแล้วพลาดเลย ต้องเขียนใหม่ทั้งแผ่น
  • พู่กันใหญ่ใช้เขียนอักษร พู่กันเล็กใช้เขียนชื่อตัวเอง โดยปกติจะเขียนที่ขอบด้านซ้ายของกระดาษ
  • ท่ามาตรฐานคือเส้นนอน ตอนจรดพู่กันให้เริ่มช้าๆ ลากให้มีหัวคิ้วนิดนึง จากนั้นปาดยาว ตอนจบให้หมุนพู่กันกลับทำรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็กที่ปลาย จะได้เส้นสวยงาม
  • นอกนั้นมีท่าขั้นสูงอีกมาก เช่น ตวัดปลายเส้นให้แหลม, ลากเส้นแล้วบิดพู่กันเพื่อปรับน้ำหนักเส้น แต่อันยากที่สุดคือลากมาแล้วตวัดพู่กันกลับเป็นตัว V (อันนี้ผมลองแล้วไม่สำเร็จ)

เมื่อหลักการเบื้องต้นจบก็ได้เวลาลองของจริง TA แถวโต๊ะผมเป็นผู้ชายญี่ปุ่นอัธยาศัยดี (แต่ดียังไงก็สู้อาจารย์สุดสวยไม่ได้) นั่งเขียนไปคุยไปก็พบว่ามันเป็นศาสตร์ซับซ้อนมาก เด็กญี่ปุ่นต้องหัดเรียนตอนอายุ 11 และเรียนต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ปี ทักษะและสมาธิเป็นเรื่องสำคัญ (ของผมนี่ทักษะก็ไม่มี แถมสมาธิยังแตกเวลาอาจารย์เดินผ่านอีก)

ตัวแรกสุดที่ให้เขียนคือคำว่าฤดูใบไม้ผลิ จากนั้นเปิดโอกาสให้นักเรียนเขียนตัวหนังสือตามความหมายที่ตัวเองอยากได้ ฝรั่งโต๊ะข้างๆ เลือกคำว่า “success” เราเลยเอาตามบ้าง เขียนไปสองสามรอบพอเริ่มเบื่อ ผมเลยขอคำว่า “oishi” จะได้รู้ว่ามันต่างจากโลโก้ร้านอาหารตรงไหนบ้าง (คนสอนบอกว่าตัวสี่เหลี่ยมในคำว่า oishi แปลว่า “ปาก”)

ช็อตเด็ดตามมาหลังจากนั้น พอเริ่มเบื่อคำว่า “oishi” อาจารย์สุดสวยก็เดินมานั่งข้างๆ เปิดดิกตัวคันจิแล้วเริ่มต้นเขียนคำว่า “love” ผมเลยใช้โอกาสที่ฟ้าประทานมาให้นั่งศึกษาวิธีการเขียนอย่างละเอียด เท่านั้นยังไม่พอ คำว่า “love” นี่เขียนยากมาก มีเส้นพิสดารหลายแบบที่ต้องใช้ทริกพอสมควร (ตามภาพคือเส้นเบอร์ 2, 3, 9) เธอเห็นผมเขียนเท่าไรก็ไม่เวิร์คเสียที เลยจับมือเขียนมันซะเลย (และแน่นอนว่ารอบเดียวผ่าน)

เอาเป็นว่าปิดท้ายด้วยตัวหนังสือ “love” สุดสวยของอาจารย์ ซึ่งได้กลับมาเป็นที่ระลึก (ผมเอาไปแปะบอร์ดในห้องไว้เรียบร้อย)

Japan Calligraphy 'Love'

ส่วนอันนี้ผลงานสุดห่วยของลูกศิษย์

Japan Calligraphy 'Love'

Comments

ขอรูปประก

ขอรูปประกอบด้วยครับ

ขอภาพประก

ขอภาพประกอบครับ

@ทั้งสองท่

@ทั้งสองท่าน

ไม่ได้เอากล้องไปตอนเรียนครับ แต่ว่าถึงเอาไป ใครจะไปกล้าถ่ายละครับ

ไปเรียนมั

ไปเรียนมั่งได้มะเนี่ย

ถ่ายรูปทำ

ถ่ายรูปทำไม จีบเลยยยยยยยยยยย

Megane rules!

Megane rules!

คำว่า love

คำว่า love มันเขียนยากครับ เพราะต้องเขียนด้วยใจของคน 2 คน เขียนคนเดียวไม่ได้นะ เหมือนอย่างที่คุณ mk พยายามเขียนเท่าไหร่ ก็เขียนไม่ได้นั่นแหละ

ลุยเลยไหม เห็นปลื้มใหญ่เชียว อิ อิ

@nirun เอ่อ.....

@nirun เอ่อ..... กล้าพูดนะเธอ

พอเลื่อนล

พอเลื่อนลงมาแล้วฮาก๊ากเลย (แต่ก็สวยกว่าผมเขียนเยอะหล่ะ เหอๆ)

แถมนิดว่า.. ถ้าจำไม่ผิดนะ
ตัว love นี้ มันมีที่มาที่ไป (ในจีนอ่านว่าอ้าย ที่ว่ากัน หว่ออ้ายหนี่ อ่ะแหละ)
คือตรงกลางของมันอ่ะ (ตัวเนี่ย 心) แปลว่าหัวใจครับ (จริงๆ นะไม่ได้โม้.. หุๆ)

@ipats ใช่ครับ

@ipats ใช่ครับ ในคลาสเค้าก็บอก