7 รูปแบบการทำเงินจากโอเพ่นซอร์ส

7 รูปแบบการทำเงินจากโอเพ่นซอร์ส



ผมไปอ่านเจอบทความที่น่าสนใจมากๆ จาก IT Managers Journal (http://itmanagersjournal.com) เรื่อง Seven open source business strategies for competitive advantage เขียนโดยคุณ  John Koenig เลยนำมาเล่าให้ฟังครับ



แนวคิดโอเพ่นซอร์สทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมซอพท์แวร์อย่างมาก จากเดิมที่บริษัทซอพท์แวร์เคยหารายได้ด้วยการขายซอพท์แวร์สำเร็จรูปเป็นกล่องๆ หนึ่งกล่องต่อผู้ใช้หนึ่งคน เมื่อมีโอเพ่นซอร์สเกิดขึ้นทำให้ตัวซอพท์แวร์กลายเป็นของฟรี และใช้กับผู้ใช้กี่คนก็ได้ บริษัทซอพท์แวร์เลยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการของตัวเอง เพื่อดิ้นรนให้อยู่รอดต่อไป บางบริษัทหันไปทำธุรกิจให้คำปรึกษา หรือขายการสนับสนุนตัวซอพท์แวร์แทน หลายบริษัทประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และบทความนี้ได้แจกแจงวิธีการเหล่านั้นเป็น 7 แบบ



Optimization

บริษัทที่ใช้วิธีนี้คือ Oracle วิธีการคือ แบ่งซอพท์แวร์ออกเป็นสองชั้น ทำชั้นล่างให้มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูก และได้รับการยอมรับจากคนหมู่มาก (ในที่นี้คือลินิกซ์ที่เป็นระบบปฏิบัติการ) แล้วหารายได้จากซอพท์แวร์ชั้นที่อยู่ข้างบนแทน (ตัวฐานข้อมูล Oracle) เมื่อคิดรวมทั้งชุดระหว่าง Oracle บนยูนิกซ์ กับ Oracle บนลินิกซ์ ลูกค้าจะเห็นว่าชุด Oracle กับลินิกซ์นั้นมีราคาถูกกว่า ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ผู้ที่ได้ประโยชน์คือ Oracle เองเพราะว่าฐานข้อมูล Oracle (ที่มีราคาพอๆ กันทั้งบนยูนิกซ์และลินิกซ์) ขายได้มากขึ้นนั่นเอง หลังๆ เราถึงเห็นแคมเปญ Unbreakable Linux จาก Oracle ออกมาด้วยเหตุผลนี้



Dual License

MySQL ฐานข้อมูลชื่อดังใช้วิธีนี้ บริษัท MySQL AP ผู้สร้าง MySQL ได้แบ่งมันออกเป็น 2 เวอร์ชัน คือ เวอร์ชันที่เป็นโอเพ่นซอร์ส และเวอร์ชันที่ต่อยอดมาจากโอเพ่นซอร์ส ซึ่งมีความสามารถมากกว่า ถ้าองค์กรไหนไม่ต้องการความสามารถแบบครบเครื่อง ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ใช้เวอร์ชันที่ฟรีก็ทำงานได้ แต่ถ้าต้องการความสามารถบางอย่างที่มีเฉพาะรุ่นไม่ฟรี หรือต้องการนำไปปรับปรุงให้เข้ากับความต้องการขององค์กรเป็นพิเศษ (รุ่นที่เป็นโอเพ่นซอร์สระบุไว้ว่า เมื่อนำไปแก้ไขใดๆ ส่วนที่เพิ่มเข้ามาก็ต้องโอเพ่นซอร์สด้วย) ดังนั้นบริษัทที่อาจจะมีความลับทางธุรกิจก็ต้องยอมเสียเงินซื้อรุ่นสำหรับจำหน่าย



Consulting

หรือให้คำปรึกษานั่นเอง จากการวิจัยพบว่ารายได้จากลูกค้าองค์กรของบริษัทซอพท์แวร์ มาจากการขายตัวซอพท์แวร์ 30% และการบริการหลังขาย 70% เมื่อโอเพ่นซอร์สทำให้ 30% แรกไม่มีมูลค่าอีกต่อไป บริษัททั้งหลายจึงต้องมุ่งไปยัง 70% ที่เหลือ คือ การให้คำปรึกษา รับวางระบบ หรือขายโซลูชัน



Subscription

บริษัทลินิกซ์ส่วนมากใช้วิธีนี้ Red Hat ไม่ได้ทำเงินจากตัว Red Hat Linux แต่ทำเงินจากการรับดูแลระบบและให้บริการสนับสนุนในกรณีระบบมีปัญหา Lindows (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Linspire) และ Mandrake ให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกเพื่อแลกกับสิทธิ์ในการเข้าถึงซอพท์แวร์ใหม่ๆ ที่มีการอัพเดต ส่วน Novell กำลังจะเป็นรายล่าสุดที่ใช้วิธีการแบบนี้หลังเข้าซื้อบริษัท SUSE ผู้สร้างลินิกซ์อีกราย

Patronage

IBM ลงทุนในลินิกซ์หนึ่งพันล้านเหรียญเพื่ออะไร? (ปัจจุบันคืนทุนหมดแล้ว) นอกจาก IBM จะนำผลิตภัณฑ์โอเพ่นซอร์สมาปรับปรุงแล้วขาย (เช่น ร่วมพัฒนา Apache แล้วนำไปใช้กับ WebSphere) การที่ซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สนั้นเติบโตขึ้นยังเป็นการตัดโอกาสทางธุรกิจของคู่แข่งของ IBM ไปในตัว เช่น ลินิกซ์สกัดกั้นการโตในตลาดเซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอพท์และซัน ทำให้ไอบีเอ็มไม่ต้องเสียเงินค่าวินโดว์ให้ไมโครซอพท์ และสร้างคู่แข่งให้กับโซลาริสของซันไปพร้อมๆ กัน บริษัทอื่นที่ใช้กลยุทธนี้คือ HP และ SGI



Hosted

แนวคิดนี้ไม่ใช่การหาเงินจากโอเพ่นซอร์สโดยตรง แต่เป็นการนำโอเพ่นซอร์สมาเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันกับตัวบริษัทเอง ตัวอย่างเด่นๆ คือ Google ซึ่งหารายได้จากการโฆษณาผ่านหน้าเว็บ ว่ากันว่าใช้เซิร์ฟเวอร์ที่รันลินิกซ์ถึงหนึ่งแสนตัวเพื่อให้บริการการค้นหา กับ Amazon ที่ใช้ลินิกซ์เป็นเซิร์ฟเวอร์ในการขายสินค้าออนไลน์เช่นกัน



Embedded

อีกตลาดหนึ่งที่ลินิกซ์ค่อนข้างโตเร็วมาก คือ อุปกรณ์ฝังตัว หรือ Embedded System เพราะตัวลินิกซ์นั้นฟรี ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ต้องเสียค่าซอพท์แวร์ต่อชิ้น นอกจากนั้นลินิกซ์ยังเปิดเผยซอร์สโค้ด เปิดโอกาสให้แก้ไขให้เหมาะกับอุปกรณ์ชิ้นนั้นได้ Red Hat, Monta Vista และ Neoteris คือผู้นำในตลาดนี้ครับ



สมัยที่ลินิกซ์และโอเพ่นซอร์สเข้ามาในบ้านเราใหม่ๆ นั้น มีบริษัทจำนวนมากเกิดขึ้นมาเพื่อหารายได้จากการขายตัวลินิกซ์ดิสทริบิวชัน และปิดตัวไปเกือบหมดเนื่องจากไม่ใช่รูปแบบที่เหมาะกับโอเพ่นซอร์ส หวังว่ารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ทั้งเจ็ดประเทภนี้อาจจะช่วยให้เจ้าของกิจการหลายๆ ท่านมองเห็นวิธีการทำตลาดที่ "แตกต่างออกไป" กับซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สนะครับ