หรือว่าโลกนี้จะเหลือแค่วินโดว์กับลินิกซ์
กรุงเทพธุรกิจ : 6 Jan 2005
สวัสดีปี 2005 นะครับ เนื่องในโอกาสปีใหม่ ผมขอเขียนถึงแนวโน้มของตลาดซอพท์แวร์เสรีเหมือนเช่นทุกๆ ปี เพียงแต่คราวนี้จะเน้นที่ลินิกซ์เพียงตัวเดียว
เมื่อพูดถึงระบบปฎิบัติการ ความหมายของมันแบบอธิบายง่ายๆ คือเป็นตัวกลางระหว่างโปรแกรมทั่วไปกับฮาร์ดแวร์ เมื่อโปรแกรมต้องการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ เช่น สั่งให้ฮาร์ดดิสก์ทำงาน ก็จะไม่สั่งฮาร์ดดิสก์โดยตรง แต่จะสั่งผ่านระบบปฎิบัติการก่อน แล้วระบบปฎิบัติการจึงสั่งฮาร์ดดิสก์ให้อีกที ข้อดีของวิธีนี้คือคนเขียนโปรแกรมไม่ต้องติดต่อกับฮาร์ดดิสก์เองทุกๆ ครั้ง เพียงแค่บอกให้ระบบปฏิบัติการทำให้ก็พอแล้ว
เนื่องจากว่าปริมาณและชนิดของฮาร์ดแวร์มีเยอะมาก จนส่งผลให้ระบบปฏิบัติการนั้นมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบปฏิบัติการให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ก็มากขึ้นจนแตะระดับพันล้านเหรียญเข้าไปแล้ว ทำให้ระบบปฏิบัติการที่เคยมีอยู่มากมาย เริ่มจะมีสายป่านการเงินไม่เพียงพอ และก็ล้มหายตายจากเข้าไปทุกวัน แนวโน้มนี้เกิดขึ้นมาได้ซักพักหนึ่งแล้ว และจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นในปีนี้ จนสุดท้ายเราน่าจะเหลือระบบปฏิบัติการหลักจริงๆ เพียงสองค่าย คือ วินโดว์กับยูนิกซ์ ซึ่งมีลิินิกซ์เป็นเรือธง
สำหรับวินโดว์ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรมากนักนะครับ เราทุกคนคุ้นเคยกันดีกับคำว่าบิล เกตส์เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก และไมโครซอพท์เป็นบริษัทซอพท์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผมเชื่อว่าทุกคนใช้วินโดว์ และคนรู้จักของเราทุกคนก็เคยผ่านวินโดว์กันมาหมด การที่ไมโครซอพท์จะหมดเงินในการพัฒนาวินโดว์ จึงเป็นไปไม่ได้เอาซะเลย
ส่วนฝั่งยูนิกซ์โดยเฉพาะลินิกซ์นั้น สายป่านยาวไม่เท่าไมโครซอพท์แน่นอน เพียงแต่มีกรรมวิธีในการพัฒนาซอพท์แวร์แบบที่เรียกว่าโอเพ่นซอร์ส ซึ่งเพิ่งได้รับความนิยมในทศวรรษที่ 90 นี้เอง การรวมนักพัฒนาจากทั่วโลกเข้าด้วยกันภายใต้อุดมกาณ์ซอพท์แวร์เสรีเพื่อทุกคน ทำให้ยังสามารถพัฒนาลินิกซ์มาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยที่ความสามารถไม่ด้อยกว่าใครเลย ส่วนยูนิกซ์ค่ายอื่นๆ ก็ยังมีนะครับ ทั้งตระกูล BSD ต่างๆ หรือโซลาริสที่ผมเขียนถึงไปแล้ว ซึ่งเทียบความนิยมแล้วก็สู้ลินิกซ์ไม่ได้อยู่ดี
ในเมื่อไมโครซอพท์มีเงิน และลินิกซ์มีวิธีการพัฒนาแบบโอเพ่นซอร์ส ระบบปฏิบัติการยี่ห้ออื่นที่ไม่มีทั้งสองอย่างนี้ จึงอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้น ทั้งค่าใช้จ่ายจ้างโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และยอดขายที่ทำยังไงก็สู้วินโดว์ไม่ได้ จึงต้องค่อยๆ ถอยหนีไปทีละรายสองราย ทางรอดที่หลายเจ้าเลือก คือหันไปรวมกับลินิกซ์ครับ
บริษัทแรกที่ใช้วิธีนี้อย่างเป็นรูปธรรมคือแอปเปิล เมื่อวินโดว์ 95 และวินโดว์ NT ออกมามีคุณสมบัติบางอย่างดีกว่า MacOS ทำให้แอปเปิลอยู่เฉยไม่ได้ จะทุ่มเงินเข้าสู้ แอปเปิลช่วงนั้นก็กรอบมาก และไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสู้ชนะ ทางรอดของแอปเปิลจึงหันไปใช้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ MacOSX ระบบปฏิบัติการแห่งอนาคตของแอปเปิลในตอนนั้น ใช้ยูนิกซ์ตระกูล BSD ที่โอเพ่นซอร์สเป็นรากฐานในการติดต่อกับฮาร์ดแวร์ ทำให้แอปเปิลไม่ต้องลงทุนพัฒนาส่วนล่างของระบบปฏิบัติการเอง และหันไปทุ่มให้กับส่วนติดต่อผู้ใช้ที่สวยงามจนเป็นจุดขายของเครื่องแมคในปัจจุบัน
บริษัทถัดมาคือไอบีเอ็มครับ ไอบีเอ็มขายทั้งพีซีและเซิร์ฟเวอร์ ตลาดพีซีย่อมต้องใช้วินโดว์อยู่แล้ว ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ไอบีเอ็มมองว่าระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ของตัวเองอย่าง AIX กำลังจะตาย เพราะราคาแพงและคนใช้น้อย เมื่อลินิกซ์ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการน้องใหม่เกิดขึ้นมา มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูกและกำลังได้รับความนิยม ไอบีเอ็มจึงหันมาจับลินิกซ์โดยทันที ไอบีเอ็มประกาศลงทุนในลินิกซ์ถึงหนึ่งพันล้านเหรียญ และขายเซิร์ฟเวอร์ที่รันลินิกซ์แทน ผลที่ออกมานั้นคุ้มมาก เพราะหนึ่งพันล้านเหรียญที่จ่ายไปนั้นคืนทุนและแปรสภาพมาเป็นกำไรหลายเท่าตัว
บริษัทที่สามคือโนเวล เมื่อก่อนการต่อแลนภายในองค์กรทุกแห่งต้องใช้ระบบปฏิบัติการเน็ตแวร์ของโนเวลกันทั้งสิ้น แต่เมื่อวินโดว์พัฒนาขึ้นและมีความสามารถด้านเครือข่ายดีขึ้น เน็ตแวร์เลยเป็นระบบที่ถูกลืม เมื่อลินิกซ์กลายเป็นกระแส โนเวลจึงไม่รอช้าที่จะย้ายระบบต่างๆ ของเน็ตแวร์มาสู่ลินิกซ์ และหันมาจับลินิกซ์เต็มตัวโดยเข้าซื้อกิจการบริษัทเกี่ยวกับลินิกซ์หลายแห่ง ปัจจุบันโนเวลเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับลินิกซ์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเรดแฮทเท่านั้น
สถานการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในตลาดพีดีเอครับ เมื่อปาล์มซอร์ส บริษัทที่พัฒนาระบบปฏิบัติการปาล์มโอเอส (ซึ่งแยกตัวออกจากบริษัทผลิตฮาร์ดแวร์ปาล์มที่ชื่อปาล์มวัน) ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัท China MobileSystem และประกาศจะพัฒนาปาล์มโอเอสรุ่นถัดไป ที่ใช้ลินิกซ์เป็นรากฐานเหมือนกัน
วิธีการของปาล์มจะคล้ายๆ กับแอปเปิล คือใช้ส่วนล่างของระบบปฏิบัติการที่ติดต่อกับฮาร์ดแวร์เป็นโอเพ่นซอร์ส และใช้ส่วนบนที่ติดต่อกับผู้ใช้เป็นระบบปาล์มเหมือนเดิม สาเหตุที่ปาล์มต้องทำเช่นนี้มีหลายประการ อย่างแรกคือการแข่งขันในตลาดพีดีเอที่รุนแรง เพราะคู่แข่งทั้งสองมีสายป่านยาวกว่า (คู่แข่งรายแรกคือวินโดว์ซีอีของไมโครซอพท์ และซิมเบียนที่มีโนเกียหนุนหลังอยู่) การที่ปาล์มไม่ต้องพัฒนาส่วนติดต่อกับฮาร์ดแวร์เอง ทำให้ประหยัดรายจ่ายไปมาก อีกสาเหตุหนึ่งคือความล่าช้าของปาล์มโอเอส 6 Cobalt (ปัจจุบันปาล์มทุกตัวที่วางขายในโลก ใช้ปาล์มโอเอส 5 Garnet ครับ) Cobalt ได้รับการวางตำแหน่งว่าเป็นระบบปฏิบัติการแห่งอนาคตของค่ายปาล์ม แต่มันกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจเป็นปัญหาด้านเทคนิคที่คนนอกอย่างเราไม่รู้ ทำให้พีดีเอที่ใช้ Cobalt ยังไม่มีวางตลาด ปาล์มจึงต้องแก้เกมด้วยการใช้ลินิกซ์ เพื่อที่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์จะทำงานด้วยได้ง่ายขึ้น
ที่เขียนถึงมาทั้งหมดคงแสดงถึงแนวโน้มของตลาดได้เป็นอย่างดี และเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าลินิกซ์ไม่ได้เป็นเพียงระบบปฏิบัติการที่ลินุส ทอร์วัลด์ทำเป็นงานอดิเรกอีกต่อไปแล้ว ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างและสถานการณ์ของตลาดที่บีบคั้น ทำให้ลินิกซ์กลายเป็นลินิกซ์อย่างทุกวันนี้ ในอนาคตเราคงเหลือระบบปฏิบัติการแค่เพียงสองค่าย เหมือนกับชื่อตอนล่ะครับ
"ไม่มีใครสามารถปั้นแต่งการปฏิวัติ ไม่มีใครสามารถตีกรอบการปฏิวัติ ไม่มีใครสามารถชี้นำการปฏิวัติ แต่การปฏิวัติจะเกิดขึ้นของมันเอง"
เดวิด ไดมอนด์ ผู้เขียนหนังสือชีวะประวัติของลินุส Just For Fun (ฉบับภาษาไทยชื่อว่าเอามัน)
"บางครั้งการปฏิวัติก็เลิกไม่ได้"
ลินุส ทอร์วัลด์ จากเล่มเดียวกัน